อื่นๆ

คำพูด “สั่งเสียก่อนตาย” รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เพียงใด

บทความแรก ฉลอง ด็อกเตอร์ ป้ายแดง:-P 😳 😆 “สาวม้ง” ที่ถูกถ่ายคลิปประจาน ได้สั่งเสียก่อนตายว่าใครเป็นต้นเหตุที่ทำให้นางคิดสั้น จะใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้หรือไม่ ???

เคยถูกศาลพิพากษาจำคุก แล้ว “รอลงอาญา” ต่อมาทำผิดอีก จะรอลงอาญา อีกหรือไม่

คดีก่อนถูกรอลงอาญา รอแล้วรออีกได้ แต่ถ้าศาลในคดีหลัง พิพากษาไม่ให้รอ ก็ต้องนำโทษจำคุกในคดีก่อน มาบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง

หมิ่นประมาท –> ปัญหาการออกหมายเรียกผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน : ว่าด้วยอำนาจ, ความชอบธรรมและความเหมาะสม

ปัญหาเกี่ยวกับงานสอบสวนนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีมากมายมหาศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทั่วไปนั้นหากเลือกให้ปฏิบัติงานในสายงานอื่นก็อยากที่จะออกไปปฏิบัติสายงานอื่นมากกว่า เนื่องจากได้ทำงานเป็นเวลา, กฎหมายและระเบียบไม่ได้เคร่งครัดมากมายเหมือนการเป็นพนักงานสอบสวน และการทำงานสอบสวนมักจะถูกตำหนิตลอดเวลาว่าเป็น “หนังหน้าไฟ” และมักมีผู้แสดงความคิดเห็นตลอดเวลาว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ แต่แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาทำหน้าที่สอบสวนเอง ก็มีน้อยคนนักที่จะรักปฏิบัติหน้าที่สอบสวน เพราะมีข้อจำกัดทั้งทางด้านการบริหารและหน้าที่ตามกฎหมายให้ปฏิบัติเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เขียนตั้งใจเขียนงานนี้ด้วยความเป็นกลางและหวังว่าผู้สนใจจะสนใจความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานโดยตรงบ้าง มิได้มุ่งตำหนิผู้ปฏิบัติงานสอบสวนเนื่องจากเข้าใจดีว่าการปฏิบัติงานสอบสวนท่ามกลางความขัดแย้งนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก และมิได้มีความคิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแม้ปัจจุบันความเป็นกลางจะถูกกลืนกินจนจุดยืนที่ต้องการความเป็นกลางนั้น ถูกตั้งข้อสงสัยและในบางกรณีถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้เขียนต้องการหาทางออกในปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นสามารถหาทางออกได้ในกรณีใดบ้าง เพราะความขัดแย้งในทางกฎหมายแล้วย่อมสามารถหาทางออกได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “ความขัดแย้งคือความยุติธรรม” (Justice is conflict) แต่ทุกฝ่ายต้องเปิดใจและร่วมมือกันหาทางแก้ไขให้ปัญหาต่างๆ ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนั้นปัญหาที่สำคัญที่สุดของการออกหมายเรียกผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน อาจถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ดี ซึ่งจะต้องพยายามรักษาสมดุล (Balance) ระหว่าง อำนาจรัฐในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องไม่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากนัก หากคำนึงถึงแต่ความคล่องตัวในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษมากเกินไป ประชาชนก็อาจได้รับความเดือดร้อน เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจอย่างกว้างขวางในการจับ การค้น การสอบสวน การควบคุมตัว ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน หากมุ่งจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป โดยเกรงว่าประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้กระทำความผิดก็อาจพ้นจากการถูกนำตัวมาลงโทษอันจะส่งผลเสียหายต่อสังคม (เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรรัชการพิมพ์, 2551), น.1-2.; Edward …

หมิ่นประมาท –> ปัญหาการออกหมายเรียกผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน : ว่าด้วยอำนาจ, ความชอบธรรมและความเหมาะสมRead More »

สู้คดีกับ ตำรวจ – อัยการ … ตำรวจไม่ได้ส่งพิสูจน์หลักฐาน

บทวิเคราะห์ จากท่านชนทบท ศุภศรี : ผสมยานอนหลับ คำพิพากษาฎีกานี้ ได้ตำหนิการทำงานของพนักงานสอบสวน ดังนี้ 1. พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบร่างกายของผู้เสียหายว่า ที่นอนหลับไปเพราะกินยานอนหลับหรือเพราะมีสารที่ทำให้ง่วง หรือเพราะดื่มเบียร์ 2. พนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งขวดเครื่องดื่มที่อ้างว่าผู้เสียหายดื่มนั้น ไปตรวจพิสูจน์ว่า ในเครื่องดื่มนั้นมียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วงผสมอยู่ด้วยหรือไม่ 3. แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าไม่ได้ให้การเช่นนั้น จึงอาจจะเป็นการแปลคำพูดผิดไปก็ได้ ( เพราะจำเลยทั้งสองเป็นชาวต่างชาติ ) 4. พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยปราศจากข้อสงสัย 5. คดีคงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานลักทรัพย์เท่านั้น. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3056/2545 พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานีโจทก์ นาย คาดริม ฮุซเซ็น กับพวกจำเลย ประมวลกฎหมายอาญา ม.335, 339 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.174, 227 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกันวางแผนใช้ยานอนหลับผสมในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม และร่วมกันลักทรัพย์หลายรายการในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองหลับก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณากลับปฏิเสธว่ามิได้กระทำเช่นนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นชาวต่างชาติ จึงเป็นไปได้ว่าล่ามอาจแปลคำให้การไม่ถูกต้อง ดังนั้น …

สู้คดีกับ ตำรวจ – อัยการ … ตำรวจไม่ได้ส่งพิสูจน์หลักฐานRead More »

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ – คดีลอบฆ่าประธานศาลฎีกา (ท่านประมาณ ซันซื่อ) ปิดตำนานคดีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน 19 ปี

คดีนี้ศาลชั้นต้น ใช้เวลา 15 ปี ในการสืบพยาน แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้องจำเลย… โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันใช้ จ้าง วาน ฆ่า นายประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกา คดีโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2536 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2535 – 25 พ.ค.2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 4 ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 ติดต่อนายบรรเจิด จันทนะเปลิน จัดหาบุคคลไปฆ่า นายประมาณ โดยจะให้ค่าจ้างมือปืนจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่ง นายบรรเจิด ตอบตกลง และติดต่อให้ นายสมพร จำเลยที่ 1 และ นายเณร จำเลยที่ …

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ – คดีลอบฆ่าประธานศาลฎีกา (ท่านประมาณ ซันซื่อ) ปิดตำนานคดีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน 19 ปีRead More »

คำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 25 ปี คดีลอบฆ่าท่านประธานศาลฎีกา …สืบกันยาวนาน 15 ปี ^^

คดีนี้เมื่อปี 2536 นับเป็นข่าวครึกโครมมากเนื่องจากขณะเกิดเหตุ ท่านประมาณ ชันชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ส่วน นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ ก็เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และเป็นสถาปนิกชื่อดัง เจ้าของตึกร้างสร้างไม่เสร็จ “สาธรยูนีค” ที่นำมาสร้างเป็นหนังผีเรื่อง “เพื่อน.. ระลึก” เรามาดูรายละเอียดในคดีกันค่ะ ศึกษาเอาไว้ทำคำฟ้องคำให้การได้เลยจ๊ะ… คดีนี้ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ แต่กลับให้การปฏิเสธในชั้นศาล ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธโดยตลอด ศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 โดยทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบฝ่ายละหลายสิบปากโดยฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจหลายนาย อาทิ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน, พล.ต.ท.ธนู หอมหวน, พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย (ขณะนั้น) พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง (ขณะนั้น) ฯลฯ โดยใช้เวลาพิจารณาคดี และสืบพยานนานกว่า 15 ปี ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษา ส่วนท่านประมาณ ชันซื่อ …

คำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 25 ปี คดีลอบฆ่าท่านประธานศาลฎีกา …สืบกันยาวนาน 15 ปี ^^Read More »

จำเลยในดคีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ขอหมายเรียกพยานเอกสาร ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ไหมเอ่ย ???

จำเลยคนหนึ่ง ในคดีที่ราษฎรฟ้องเอง ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยนี้ที่อ้างว่ามีอาชีพเป็นทนายความ (ย้ำนะคะ “ทนายความ”) ได้ยื่นคำร้องขอพยานเอกสารที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานหนึ่ง โดยให้เหตุผลในคำร้องว่า “จำเลยประสงค์จะนำเอกสารสำคัญเกี่ยวกับคดีมาถามค้าน เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของโจทก์ และพยานโจทก์ที่จะนำสืบ จึงเป็นเอกสารที่ต้องหมายเรียกมาศาล” ศาลท่านมีคำสั่งในคำร้องว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้องโจทก์ จำเลยยังไม่มีสิทธิ์นำสืบพยาน หากประสงค์จะใช้เอกสารใดถามค้าน ต้องดำเนินการให้ได้เอกสารมาเอง ทั้งในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าเอกสารที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในคดีอย่างไร จึงไม่อนุญาต” เรามาดูข้อกฎหมายที่ศาลอ้างในคำสั่ง ซึ่งไม่ต้องอาศัยฎีกาใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงตามตัวบทเลย ถ้าทนายท่านนั้นไม่ทราบว่าตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างไร พี่ตุ๊กตาขอนำตัวบทมาลงให้ศึกษานะคะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ในวันไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยมาหรือคุมตัวมาศาล ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการต่อไป จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบจำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้อง โดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือจำเลยจะไม่มาแต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้ ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น ข้อสังเกต น้อง ๆ ทนายป้ายแดง …

จำเลยในดคีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ขอหมายเรียกพยานเอกสาร ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ไหมเอ่ย ???Read More »

ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) จำเลยที่รับสารภาพแล้ว แต่กลับคำให้การเป็นปฏิเสธหลังผิดนัด – ประสบการณ์ตรงจากทนายโอชวิน งานธนเธียร

ทีมทนายพี่ตุ๊กตาเล่าประสบการณ์คดีนี้ให้ น้องๆ ฟังดีกว่า เกี่ยวกับเรื่องการปล่อยชั่วคราว ระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ผมมาเป็นทนายจำเลยหลังจากที่เขารับสารภาพ คดีฉ้อโกงในศาลชั้นต้น แต่ต่อมาจำเลยต้องการที่ปฏิเสธ ผมจึงยื่นคำร้องขอกลับคำให้การพร้อมแสดง เหตุพิเศษ อันสมควร แต่ศาลไม่อนุญาต ได้พิพากษาจำคุกจำเลย โดยอ้างว่า จำเลย ประวิงคดี โทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ผมได้อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และประกันตัวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ 240,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ในวันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ผม (ทนายโอชวิน งานธนเธียร) ได้เขียนฎีกาเสร็จภายในวันที่พิพากษาและขอให้ผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาให้เนื่องจากเป็นคดีต้องห้ามฎีกา ที่ผมทำเสร็จในวันเดียวกันนั้น เพราะเข้าใจว่า หากยื่นฎีกาแล้ว ศาลคงให้ประกันตัว หลังจากยื่นฎีกาแล้วผมก็ขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย ผลปรากฏว่าศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาสั่ง ซึ่งต่อมาศาลฎีกาสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพราะคดีมีทุนทรัพย์สูงและต้องห้ามฎีกาเกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี ทุกคดี จะเป็นทำนองนี้ ถ้าหากเป็นคดีต้องห้ามฎีกาก็จะประกันตัวไม่ได้ เว้นแต่ ศาลได้รับฎีกาแล้ว วันนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากศาลอุทธรณ์ ท่านหนึ่งได้รับรองว่า ที่ฎีกานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่สำคัญ ที่สมควรสู่ศาลสูง จึงอนุญาตให้ฎีกา หลังจากทราบว่าศาลได้โปรดรับฎีกาแล้ว ผมมั่นใจว่าประกันตัวได้ จึงยื่นประกันตัวตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า และศาลอนุญาตในวันนี้ ประเด็นที่จะเล่าก็คือ …

ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) จำเลยที่รับสารภาพแล้ว แต่กลับคำให้การเป็นปฏิเสธหลังผิดนัด – ประสบการณ์ตรงจากทนายโอชวิน งานธนเธียรRead More »

เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะก่อน…ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย…อาจตายฟรี !!!

ถึงแม้ว่า ผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่ก็กลับออกไปจากที่เกิดเหตุแล้ว ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ นอกจากนี้ การที่ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย บุตรของผู้ตายจึงไม่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการได้ จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3391/2559 ป.อ. บันดาลโทสะ ฆ่าผู้อื่น มาตรา 72, 288 ป.วิ.อ. ผู้เสียหาย ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายข้อเข้าร่วมเป็นโจทก์ ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 2 (4), 5 (2), 30, 218 ความผิดฐาน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดว่าผู้ตายจะเข้าทำร้ายจำเลยอีกโดยผู้ตายวิ่งกลับไปที่รถยนต์จอดอยู่และไม่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้ตายมีอาวุธติดตัวด้วย ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ดี …

เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะก่อน…ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย…อาจตายฟรี !!!Read More »

บุกรุก

ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุก […อ่านต่อ…] อ่านบทความฉบับเต็ม ThaiLawConsult.com/บุกรุก [/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

รายชื่อจำเลย คดีจำนำข้าว จำคุก บุญทรง 42 ปี / ภูมิ 36 ปี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงนักการเมือง,ข้าราชการ และเอกชน รวม 28 คน ซึ่งถูกอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 157 และฐานใช้อำนาจทุจริตสร้างความเสียหาย เข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 151 ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูล และพ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ล่าสุดศาลอ่านคำพิพากษา สั่งจำคุกนายบุญทรง 42 ปี ขณะที่นายภูมิ สาระผล จำคุก 36 ปี ทั้งนี้ คดีดังกล่าว เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 กรณี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และพวก รวม 28 ราย ตกเป็นจำเลยในความผิดตาม …

รายชื่อจำเลย คดีจำนำข้าว จำคุก บุญทรง 42 ปี / ภูมิ 36 ปีRead More »

Scroll to Top