แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำไมต้องแถมด้วย “หมิ่นประมาท” หรือ “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ไม่อ่านไม่ได้เลยจร้าาา

การที่จะฟ้องร้อง ร้องเรียน ร้องขอให้ลงโทษ หรือสารพัดร้องอะไรก็ตาม ต้องดึงสติกันสักนิด เพราะอาจจะได้มีที่อยู่ ที่กินฟรี ได้นะคะ เป็นความผิดที่ไม่ต้องการพยานบุคคลด้วยสิ เพราะเป็นตัวหนังสือล้วนๆ เลย ไม่มีการดิ้นเหมือนคนเป็นๆ นะจ๊ะ ถ้าร้องเท็จ ก็มักจะแถมด้วย หมิ่นประมาท แต่ถ้าขยันทำให้ปรากฏเป็นตัวอักษร ก็จะขยับฐานะเป็น มาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาค่ะ พี่ตุ๊กตาขอนำฎีกามาให้อ่านกันจนอิ่ม อ่านเสร็จไม่ต้องทานข้าวต้มรอบดึกกันเลยทีเดียว …

อาญา แจ้งความเท็จ (มาตรา 173)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3383/2541

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แจ้งความเท็จว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น การแจ้งความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

————————————

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174,90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และ 174 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต 6 เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173 และ 174 หรือไม่ ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหลักสองก็โดยอาศัยคำแจ้งความของจำเลยตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 ทางพิจารณาได้ความว่า ก่อนที่จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์ติดต่อตึกแถวเลขที่ 55/247 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยเช่าโจทก์ช่วยจำเลยขนย้ายทรัพย์สินไปที่ตึกแถวเลขที่ดังกล่าวโดยโจทก์ว่าจ้างนายเปี๊ยกหรือจรวย เปรมปราบภัย เป็นผู้จัดหาคนงานและรถยนต์บรรทุกและโจทก์เป็นผู้ควบคุมการขนย้าย ปรากฏว่าทรัพย์สินของจำเลยหายไปหลายรายการ ต่อมาจำเลยพบโจทก์และทรัพย์สินที่หายอยู่ที่บ้านเลขที่ 70/2 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยคนในบ้านยอมรับว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลย แต่เมื่อจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินดังกล่าวคืน นางอำพัน ภู่สุด และนายเปี๊ยกหรือจรวยไม่ยอมให้ขนย้าย โดยอ้างว่าพนักงายอัยการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่พิจารณาสั่งไปตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันคดีนี้ให้ต้องพิจารณาไปตามนั้น เพราะที่จะเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามฟ้อง นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วยแต่คดีนี้จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหลักสองตามข้อความที่ระบุไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งความตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย โดยมีเหตุการณ์ทำให้จำเลย

อาญา – แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา (172) แจ้งความเท็จว่ามีการกระทำผิด (173)  ทำพยานหลักฐานเท็จ (179)  ยักยอก (352) – วิอาญา ถอนคำร้องทุกข์ ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5449/2540

จำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัทผู้เสียหายเก็บเงินจากลูกค้าแล้วยักยอกไปโดยจำเลยได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายใช้อาวุธปืนและมีดจี้บังคับปล้นเอาเงินจำนวน 74,320 บาท ซึ่งเป็นของผู้เสียหายและบางส่วนเป็นของจำเลยไป โดยไม่มีการปล้นทรัพย์เกิดขึ้น แต่จำเลยทำพยานหลักฐานเท็จด้วยการใช้ท่อนไม้ทุบรถจักรยานยนต์ของจำเลยและแจ้งข้อความเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการปล้นทรัพย์ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แจ้งความเท็จว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและทำพยาน

——————————–

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัทนิยมพานิช จำกัด ผู้เสียหาย  ได้เบียดบังเอาเงินค่าเช่าซื้อที่เก็บจากลูกค้าของผู้เสียหายจำนวน 47 ราย จำนวนเงิน 72,820 บาทเป็นของจำเลยโดยทุจริต และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ โดยใช้ไม้ท่อน 1 ท่อน ทุบไฟหน้ารถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับจนแตกเสียหายแล้วแจ้ง ข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจโทนครศักดิ์ ชัยชนะวงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอป่าซางว่ามีชาย 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะใช้อาวุธปืนและมีดปล้นทรัพย์เอาเงินสดจำนวน 75,320 บาท ซึ่งเป็นของบริษัทนิยมพานิช จำกัด ผู้เสียหายและบางส่วนเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยไปแล้วใช้ไม้ตีโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับ แตกเสียหาย ความจริงแล้วมิได้มีเหตุการณ์ปล้นทรัพย์เกิดขึ้น การกระทำของจำเลยทำให้ บริษัทนิยมพานิช จำกัด และร้อยตำรวจโทนครศักดิ์ ชัยชนะวงศ์ พนักงานสอบสวนและ เจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 137, 172, 173, 179, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 72,820 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,172, 173, 179, 90, 91 ฐานยักยอก จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด กับความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 173 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนเงิน 72,820 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคดีอยู่ในระหว่าง ภายในกำหนดยื่นฎีกา บริษัทนิยมพานิช จำกัดผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานยักยอกจากสารบบความ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งฟังได้ยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัทนิยมพานิช จำกัด ผู้เสียหายมีหน้าที่เก็บเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้า ส่งให้แก่ผู้เสียหายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยได้แจ้งความต่อร้อยตำรวจโทนครศักดิ์ ชัยชนะวงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอป่าซางว่ามีคนร้าย 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นพาหนะร่วมกันใช้อาวุธปืนและมีดจี้บังคับปล้นเอาเงินจำนวน 74,320 บาท ซึ่งเป็นของผู้เสียหายและบางส่วนเป็นของจำเลยไปตามคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษเอกสารหมาย จ.10 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ในชั้นนี้มีว่า การแจ้งความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่จำเลยทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดฐานปล้นทรัพย์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ โจทก์มีนายวิรัตน์ ภู่สว่าง นางลัดดา อะกะเรือน ร้อยตำรวจโทพนม สมชาติ ร้อยตำรวจโทนครศักดิ์ ชัยชนะวงศ์ พันตำรวจโททรงศักดิ์ สว่างประเสริฐ และร้อยตำรวจเอกสกล สีบานชื่น เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อร้อยตำรวจโทนครศักดิ์ได้รับแจ้งความจากจำเลยว่าถูกปล้นทรัพย์ แล้วได้ส่งมอบคดีให้พันตำรวจโททรงศักดิ์ดำเนินการสอบสวนเนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ผลการสอบสวนปรากฏว่าจำเลยให้การพิรุธหลายประการ เช่น ไม่นำเงินค่าเช่าซื้อที่เก็บจากลูกค้าส่งให้ผู้เสียหายภายในกำหนดตามระเบียบที่กำหนดไว้จำเลย เก็บเงินจากลูกค้าหลายรายมาได้ถึง 72,820 บาท และขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 16 นาฬิกา ใกล้เวลาที่จะต้องนำเงินส่งให้ผู้เสียหายตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ แต่จำเลยไม่รีบนำไปส่งให้ผู้เสียหายกลับย้อนไปเก็บเงินจากลูกค้าซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระจึงถูกปล้นทรัพย์ ท่อนไม้ที่จำเลยอ้างว่าคนร้ายใช้ทุบรถของจำเลยเป็นท่อนไม้ที่เคยถูกเผาจนมีเถ้าถ่านติดอยู่และมีเถ้าถ่านที่มือจำเลย น่าเชื่อว่าจำเลยหยิบท่อนไม้นั้นมาตีรถเอง นางลัดดาซึ่งเป็นลูกค้ารายหนึ่งได้ชำระค่าเช่าซื้อสินค้าให้จำเลยเป็นเช็คตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 แต่ในวันดังกล่าวจำเลยกลับออกใบเสร็จรับเงินว่าเป็นการชำระด้วยเงินสด โดยลงวันที่ล่วงหน้าเป็นวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่อ้างว่าถูกปล้นทรัพย์ให้นางลัดดาไป และจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 แต่ไม่นำส่งผู้เสียหายจึงไม่เชื่อว่ามีการปล้นทรัพย์จริง ต่อมาจำเลยยอมรับว่าสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเอง ร้อยตำรวจโทนครศักดิ์จึงดำเนินคดีแก่จำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษเอกสารหมาย จ.13 จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกข้อกล่าวหา เอกสารหมาย จ.14 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ได้ถูกคนร้าย 3 คน ปล้นทรัพย์ไปจริง เหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพตามที่โจทก์นำสืบเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้การรับสารภาพจะมีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตนั้นเป็นการนำสืบกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ จำเลยและนายพิเชษฐ์ กันทะใจ พยานจำเลยยังเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าตามระเบียบบริษัทของผู้เสียหายกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ลูกค้าชำระค่าเช่าซื้อเป็นเช็คพนักงานเก็บเงินจะออกใบรับเช็คให้ก่อนจะออกใบเสร็จรับเงินให้ไม่ได้จนกว่าเช็คเรียกเก็บเงินได้และกรณีที่เก็บเงินได้แล้วต้องส่งเงินทั้งหมดให้ผู้เสียหายในวันเดียวกันจะเก็บไว้กับตัวเองไม่ได้หากกลับมาไม่ทันเวลางานของฝ่ายบัญชีก็จะต้องนำเงินบรรจุซองบันทึกจำนวนเงินไว้หน้าซอง พร้อมชื่อ แผนก และวันเดือน ปี แล้วนำซองไปใส่ในตู้เซฟซึ่งผู้เสียหายจัดไว้ แล้วลงบันทึกในสมุดบัญชี แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวโดยออกใบเสร็จรับเงินให้นางลัดดาทันทีในขณะที่รับเช็คและลงวันที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งเมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินในวันนั้นได้แล้ว ก็เก็บเงินไว้กับตัวเองไม่นำส่งให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นการส่อพิรุธว่าจำเลยตระเตรียมการที่จะยักยอกเงินดังกล่าวและสร้างเหตุการณ์ปล้นทรัพย์ขึ้น ส่วนข้ออ้างที่ว่ายังไม่นำเงินดังกล่าวส่งให้แก่บริษัทผู้เสียหายเนื่องจากวันรุ่งขึ้นจำเลยต้องไปจังหวัดเชียงใหม่ วันถัด มาจำเลยต้องทำรายงานสถิติการเก็บเงินจากลูกค้า วันเกิดเหตุจำเลยไปเบิกใบเสร็จรับเงิน แล้วเดินทางไปเก็บเงินจากลูกค้าที่อำเภอป่าซางจนถูกปล้นทรัพย์นั้นก็ไม่ใช่เหตุเร่งด่วนถึงกับ จะนำเงินไปส่งให้แก่ผู้เสียหายไม่ได้ จึงไม่มีน้ำหนักให้พอรับฟัง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับข้อพิรุธต่าง ๆ ตามคำเบิกความของพยานโจทก์และคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.12 และบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเอกสารหมาย จ.14 เชื่อว่าไม่มีการการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เกิดขึ้น แต่จำเลยทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จและแจ้งข้อความเป็น อันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาและรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดและฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงประกอบการกระทำผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 179 ไม่ได้นำสืบยืนยันว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 173 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นพิจารณาของศาล จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฟ้อง โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ด้วยและนำสืบพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของศาลที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 173 ก็ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวที่อ้างในคำฟ้องได้หาเป็นการไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคดีอยู่ในระหว่างภายในกำหนดเวลาที่ยื่นฎีกาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ โดยจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงเป็นอันระงับไปแล้ว นับว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดฐานยักยอกอันเป็นมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 173 คดีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลย”

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2

( ผล อนุวัตรนิติการ – สมปอง เสนเนียม – จรัญ หัตถกรรม )

เข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

(พิชัย เตโชพิทยากูล – ทวีชัย เจริญบัณฑิต – ชวลิต ธรรมฤชุ)

จิตฤดี วีระเวสส์ – ย่อ

อาญา แจ้งความเท็จว่ามีการกระทำผิด (173)

คำพิพากษาฎีกาที่  5966/2538

จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำผิดฐานฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ แต่กลับมาให้การเป็นพยานด้วยข้อความอัน เป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173

————————————————–

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2533 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และในวันที่ 22 สิงหาคม 2533 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่พนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันกับการแจ้งความดังกล่าวว่าโจทก์ทั้งสองล่อลวงให้จำเลยที่ 1 เลิกสัญญามัดจำกับโจทก์ทั้งสองและยักยอกเอาสัญญามัดจำของจำเลยที่ 1 ไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นความเท็จอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างแต่จำเลยทั้งสามต้องการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญา ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3024 และ 3205 ตำบลอาสา อำเภอบ้านนา  จังหวัดนครนายก รวมเนื้อที่ 200 ไร่ จากโจทก์ทั้งสองในราคาไร่ละ 90,000 บาท เป็นเงิน 18,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้วางมัดจำ จำนวน 5,000,000 บาท เงินที่เหลือจะชำระภายในวันที่ 16 เมษายน 2533 เมื่อใกล้วันครบกำหนด จำเลยที่ 1 หาเงินมาชำระไม่ได้ จึงขอร้องให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำและเลิกสัญญา โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำให้จำเลยที่ 1 จำนวน 4,000,000 บาท ที่เหลืออีก 1,000,000 บาท ริบตามสัญญาการกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้ โจทก์ทั้งสองเสียหาย เหตุเกิดที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 173, 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 จำคุกคนละ 4 เดือน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ที 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดนำสืบว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องมูลเหตุการเลิกสัญญาว่าเกิดจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แล้วยังรับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ไปทำการร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 2 อาจเกิดขึ้นเพราะหลงเชื่อจำเลยที่ 1 ดังจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ก็เป็นได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้ข้อเท็จจริงว่าไม่มีความผิดอาญาเกิดขึ้น แล้วยังไปแจ้งความกล่าวหาโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเช่นนี้จึงรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้องมิได้ ส่วนจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในวันเจรจาเลิกสัญญากับโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 3 ย่อมต้องทราบแล้วว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ จำเลยที่ 3 ยังกลับมาให้การเป็นพยานด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 อีก การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อนึ่งที่ จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษแก่จำเลยที่ 3 ด้วยนั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( ปราโมทย์ ชพานนท์ – อุระ หวังอ้อมกลาง – เสริม บุญทรงสันติกุล )

อาญา แจ้งความเท็จว่ามีการกระทำผิด (173) เป็นแจ้งความเท็จเพื่อแกล้ง (174 วรรคสอง)

คำพิพากษาฎีกาที่  1088/2536

จำเลยมิได้แลกเช็คจาก ศ. เพียงแต่รับสมอ้าง จึงไม่เป็นผู้ทรงเช็ค

โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนว่าเป็นผู้ทรงโดยรู้อยู่แล้วว่าป็นเช็คที่ไม่มีมูลความผิดเพราะโจทก์มิได้ลงวันที่สั่งจ่าย เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์อันจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบ มาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก และไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 172

——————————————-

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174, 267, 268, 310, 397 และมาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหามีว่า การแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 137, 172, 173, 174 และ 310 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายในเช็คทั้งห้าฉบับมอบให้คุณหญิงศิริพันธ์คุณหญิงศิริพันธ์มีฐานะดีมีเงินฝากในธนาคารหลายล้านบาท ไม่จำเป็นต้องนำเช็คไปแลกเงินสดจากจำเลย และจำเลยไม่มีเงินพอที่จะให้คุณหญิงศิริพันธ์นำเช็คมาแลกเงินสดไปถึง 600,000 บาท ความจริงจำเลยซึ่งเป็นทนายความรับสมอ้างว่ารับแลกเช็คแล้วไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497เพราะโจทก์ไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายเช็คทั้งห้าฉบับเป็นเช็คเก่า โจทก์ ซื้อจากธนาคารตั้งแต่ปี 2520 ถึง 2522 ตามเอกสารหมาย จ.11 โจทก์มอบให้คุณหญิงศิริพันธ์เพื่อประกันหนี้เงินกู้ตั้งแต่ปี 2520 ถึง 2523 เช็คหมาย จ.6, จ.7 และ จ.21 มีวันที่ที่มอบเช็คให้คุณหญิงศิริพันธ์เขียนไว้ด้านหลังเช็คด้วย คือวันที่ 28 สิงหาคม 2521 วันที่ 10 เมษายน 2520 และวันที่ 28 มกราคม 2523 ตามลำดับ

จำเลยนำสืบว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2528 โจทก์นำเช็คทั้งห้าฉบับไปแลกเงินสดจากคุณหญิงศิริพันธ์โดยลงวันสั่งจ่ายในเช็คมาแล้ว ต่อมาปลายเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2529 คุณหญิงศิริพันธ์ นำเช็คทั้งห้าฉบับไปแลกเงินสดจากจำเลย จำเลยได้เงินมาจาก ค่านายหน้าในการจัดส่งคนงานไปทำงานต่างประเทศ ขณะรับเช็ค ไม่ได้ตรวจว่าด้านหลังเช็คมีข้อความอะไรเขียนไว้หรือไม่ เห็นว่าใน ข้อนี้จำเลยนำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่าไม่ได้สังเกตเช็คมาก่อน ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของคุณหญิงศิริพันธ์ ครั้งแรกว่าโจทก์นำเช็คพิพาทสี่ฉบับไปแลกเงินสดเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2528 โดยโจทก์ลงวันสั่งจ่ายในเช็คต่อหน้าตน แต่ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2529 หลังจากจับโจทก์ซึ่งโจทก์ยืนยันจะสู้คดีจนถึงที่สุดแล้วและเป็นวันเดียวกันกับที่จำเลยถอนคำร้องทุกข์คุณหญิงศิริพันธ์ได้ให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์นำเช็คพิพาทมาให้โดยลงวันสั่งจ่ายมาก่อนแล้ว ไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายต่อหน้าตนจึงเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อพิจารณาเช็คหมาย จ.6 ถึง จ.9 แล้วเห็นได้ว่าวันสั่งจ่ายในเช็คแต่ละฉบับมีสีหมึกและลายมือแตกต่างจากข้อความอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดแสดงว่าเป็นการเขียนคนละคราว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 อีกว่าโจทก์ซื้อเช็ค จ.6, จ.8 และ จ.9 จากธนาคารเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2521 วันที่ 16 เมษายน 2522 และวันที่ 12 กันยายน 2522 ตามลำดับเมื่อฟังประกอบกับวันที่ ที่เขียนไว้ด้านหลังเช็คโดยจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่นและเช็คอยู่ในความครอบครองของคุณหญิงศิริพันธ์และจำเลยก่อนจะส่งพนักงานสอบสวนและศาลจึงเชื่อได้ว่ามีการเขียนวันที่ดังกล่าวมาแต่เดิม นับถึงวันสั่งจ่ายในเช็ค จ.6 ถึง จ.9 เป็นเวลา 6 ถึง 9 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้านานถึงเพียงนั้น แสดงให้เห็นว่าที่คุณหญิงศิริพันธ์ อ้างว่าโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปมอบให้เมื่อปี 2528 โดยลงวันสั่งจ่ายมาแล้วจึงไม่น่าเชื่อ รับฟังไม่ได้ ฟังได้ว่าโจทก์มอบเช็คให้คุณหญิงศิริพันธ์ ตั้งแต่ปี 2520 ถึง 2523 โดยไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายในเช็คทั้งห้าฉบับ ส่วนเรื่องการแลกเช็คระหว่างคุณหญิงศิริพันธ์กับจำเลยนั้นปรากฏจากเอกสารหมาย จ.19 ประกอบคำเบิกความของนายสุบิน ทั่วทิพย์ สมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาถนนตะนาว ได้ความว่า จำเลยมีบัญชีเงินฝากอยู่กับธนาคารดังกล่าวแต่เงินในบัญชีเคยมีฝากสูงสุดเพียง 250,000 บาท แล้วถอนออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น จากวันที่ฝากเงิน นอกจากนั้นในช่วงเดือนมกราคม 2529 ที่จำเลยอ้างว่ารับแลกเช็คจากคุณหญิงศิริพันธ์ จำเลยมีเงินในบัญชีเพียง ไม่กี่พันบาทไม่มากพอที่จะสามารถรับแลกเช็คเป็นเงินถึง 600,000 บาท จำเลยนำสืบลอยๆ ว่าได้เงินมาจากการเป็นนายหน้าส่งคนงานไปต่างประเทศ และไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะแสดง ให้เห็นว่าจำเลยมีฐานะการเงินดีพอที่จะมีเงินให้คุณหญิงศิริพันธ์ นำเช็คมาแลกเงินสด ปรากฏจากคำเบิกความของคุณหญิงศิริพันธ์ ในคดีแพ่งตามเอกสารหมาย จ.31 ว่าคุณหญิงศิริพันธ์ได้นำเช็ค ไปแลกเงินสดจากจำเลยเพราะขาดเงินสดคงมีแต่เงินฝากประจำ ในธนาคาร ซึ่งหากถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้ดอกเบี้ยซึ่งก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ปรากฏว่า หากถอนเงินฝากออกมาแล้วจะไม่ได้ดอกเบี้ยเป็นเงินเท่าใด ทั้งที่เบิกความตอบทนาย โจทก์ถามค้านว่าต้องเสียค่าปากถุงให้จำเลยถึง 40,000 บาทเศษ พยานจำเลยดังกล่าวจึงขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักรับฟังไม่น่าเชื่อว่าคุณหญิงศิริพันธ์จะนำเช็คไปแลกเงินสดจากจำเลยประกอบกับพฤติการณ์ในวันที่จำเลยแจ้งตำรวจจับกุมโจทก์ ก็ได้ความว่าในวันดังกล่าวคุณหญิงศิริพันธ์ได้นัดโจทก์ไปพบโดยอ้างว่าจะคุยกันเรื่องที่ดินที่โจทก์บอกขาย แต่เมื่อโจทก์ไปถึงได้มีการทวงถามเรื่องเช็คให้โจทก์เปลี่ยนเช็คฉบับใหม่แทนเช็คฉบับเดิม เมื่อโจทก์ไม่ยอมจึงส่งสัญญาให้จำเลย จำเลยจึงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับอ้างตัวเองเป็นผู้ทรงเช็คและอ้างสำเนารายงานประจำวัน หมาย จ.1 เพื่อให้โจทก์เปลี่ยนเช็คฉบับใหม่มิฉะนั้นจะจับกุมโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับคุณหญิงศิริพันธ์มีการนัดแนะกันมาก่อน ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยไม่ได้รับแลกเช็คจากคุณหญิงศิริพันธ์จริง

จำเลยเป็นทนายความย่อมเห็นความผิดปกติของเช็คดังวินิจฉัยมาข้างต้นและรู้ดีว่าเช็คไม่ได้ลงวันสั่งจ่าย ไม่มีมูลความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 โดยเห็นได้ว่าหลังจากที่โจทก์ไม่ยอมเปลี่ยนเช็คให้ใหม่แทนเช็คฉบับเดิมและมีทนายความมาแจ้งว่าจะสู้คดีและอาจจะฟ้องร้องจำเลย ด้วยจำเลยจึงได้ถอนคำร้องทุกข์เสีย โดยอ้างว่าคุณหญิงศิริพันธ์ ชำระเงินตามเช็คให้แล้ว โดยเบิกเงินจากบัญชีของนางวรพิมพ์ ถิระวัฒน์บุตรสาวคุณหญิงศิริพันธ์ แต่ตามภาพถ่ายเช็คหมาย จ.29 จำนวน 5 ฉบับ ที่อ้างว่าถอนเงินมาให้จำเลยนั้น ปรากฏว่ายอดเงินที่ถอนจากบัญชีตามเช็คแต่ละคราวไม่ตรงกับยอดเงินที่อ้างว่าชำระให้จำเลย บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่ใช้เช็คสั่งจ่ายเบิกเงินจากบัญชีได้ แต่เหตุใดจึงไม่สั่งจ่ายเช็คมอบให้จำเลยไปเบิกเงินเองซึ่งเป็นการสะดวกกว่าที่จะเบิกเงินสดจำนวนเป็นแสนบาทแล้วจึงนำไปมอบให้จำเลย และในการชำระเงินให้จำเลยดังกล่าวนางวรพิมพ์ก็เบิกความกลับไปกลับมา กล่าวคือ ครั้งแรกว่าตนเป็นผู้นำเงินไปชำระให้จำเลย ตามเอกสารหมาย ล.1 แล้วกลับว่าจำเลยไปรับเงินที่บ้านคุณหญิงศิริพันธ์แล้ว กลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า ตามภาพถ่ายเช็ค จ.29 เป็นเช็คที่ตนสั่งจ่ายให้สามีเป็นผู้ดำเนินการเอาเงินจำนวนหนึ่งชำระหนี้ให้จำเลย แต่ด้านหลังเช็ค 5 แบบ ฉบับดังกล่าวมีชื่อผู้รับเงินตามเช็คถึง 4 คน มิได้เป็นสามีนางวรพิมพ์ดังอ้าง ดังนี้จึงเป็นพิรุธไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการชำระเงินคืนจำเลยจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ การที่จำเลยซึ่งไม่ได้รับแลกเช็คจากคุณหญิงศิริพันธ์จริงเพียงแต่รับสมอ้างดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วย กฎหมาย การไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.1 ว่าเป็นผู้ทรงเช็คไม่ว่าจะโดยรับมาจากโจทก์หรือคุณหญิงศิริพันธ์ก็ตาม โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายในเช็คเป็นเช็คที่ไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ  ได้รับความเสียหายถูกจับกุมดำเนินคดีอันเป็นความผิดตามมาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสองเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสองอันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172 ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรกมาด้วยนั้น ความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับเนื่องจาก ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มาทั้งหมดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน”

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท หลังจากจำเลยไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยได้ไปถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีกับโจทก์ต่อไป นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนอยู่ในวิสัยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีได้ จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ค่าปรับบังคับตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( ประพัฒน์ อุชุภาพ – บุญส่ง วรรณกลาง – สะสม สิริเจริญสุข )

แจ้งความเท็จ (137, 172 – 174) บรรยายฟ้อง (158)

คำพิพากษาฎีกาที่ 173/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน  จำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลย เพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา  โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องว่า พนักงานสอบสวนเป็นผู้ใดก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ทั้งเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่า ความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

————————————————

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้ การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ให้จำคุก 6 เดือน คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้นำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลยไปโดยไม่ระบุให้แน่ชัดว่าวันเวลาใดแน่ และใครเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความทั้งไม่มีข้อความว่าจำเลยทราบว่ามิได้มีความผิดจริง แต่ก็ยังแจ้งความเท็จดังกล่าว อันเป็นองค์ประกอบของความผิด เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้แล้วว่าเมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกันเป็นวันที่จำเลยแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งลักษณะของการกระทำผิดในคดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยแจ้งความ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกันใน 2 วันดังกล่าว ส่วนพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความเป็นผู้ใด โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ยังระบุว่าจำเลยแจ้งความเท็จก็เพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษในทางอาญา อันเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่าความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

(อากาศ บำรุงชีพ  พัลลภ  พิสิษฐ์สังฆการ  อุดม  เฟื่องฟุ้ง)

เบิกความเท็จ , สิทธินำคดีมาฟ้องระงับ (ป.วิ.อ. 39(4) ,บรรยายฟ้อง 158(5)

คำพิพากษาฎีกาที่ 4537/2531

โจทก์เคยฟ้องจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จมาครั้งหนึ่งแล้ว คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้อง  โดยวินิจฉัยว่า    ฟ้องโจทก์บรรยายแต่เฉพาะข้อความที่อ้างจำเลยเบิกความเท็จยังไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด   เป็นการยกฟ้องเนื่องจาก คำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าความจริงเป็นอย่างไร   ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดถึงการกระทำผิดของจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับโจทก์ฟ้องใหม่ได้

—————————————————

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จำเลยยื่นคำร้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่ในข้อหาเบิกความเท็จกรณีเดียวกันกับคดีนี้มาครั้งหนึ่งแล้วศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 819/2530 ของศาลชั้นต้น คงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 819/2530 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 819/2530 โดยอาศัยเหตุที่ว่าฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ได้บรรยายให้ศาลเห็นว่าความจริงเป็นอย่างไรเท่านั้น ซึ่งเป็นการวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนั้นมิได้บรรยายรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีอันเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ศาลชั้นต้นจึงยังมิได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปนั้นพิเคราะห์แล้ว ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 819/2530 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์บรรยายแต่เฉพาะข้อความที่อ้างว่าจำเลยเบิกความเท็จ ไม่ได้บรรยายว่าความจริงเป็นอย่างไร จะฟังว่าจำเลยเบิกความเท็จยังไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น เห็นว่า สาเหตุที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็เนื่องมาจากคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ความจริงเป็นอย่างไร แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะกล่าวเลยไปในตอนท้ายว่า จะฟังว่าจำเลยเบิกความเท็จยังไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จก็ยังถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวได้วินิจฉัยชี้ขาดถึงการกระทำผิดของจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ จึงยังไม่ระงับไปโจทก์ ฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย”

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามรูปคดี

(  สัมฤทธิ์ ไชยศิริ  –  ชูเชิด รักตะบุตร์  –  ถาวร ตันตราภรณ์  )

แจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา 172-174 ,หมิ่นประมาท 326, ฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีมาฟ้องระงับ 39(4)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1499/2531

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาหมิ่นประมาทโดยจำเลยทั้งสองกับพวกทำหนังสือใส่ความโจทก์  ซึ่งเป็นกำนันร้องเรียนต่อนายอำเภอ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  คดีเสร็จเด็ดขาดแล้วโจทก์จะนำการกระทำอันเดียวกันฟ้อง  จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกในข้อหาแจ้งความเท็จกล่าวหาโจทก์ต่อนายอำเภอซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่ได้แม้ประเด็นในคดีทั้งสองนี้จะต่างก็ตาม  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) แล้ว

———————————————————-

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำความเท็จไปร้องเรียนต่อนายอำเภอบางปะอินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กล่าวหาโจทก์ซึ่งเป็นกำนัน และนายทะเบียนตำบลเชียงรากน้อยว่า กระทำความเดือดร้อนให้แก่จำเลยกับพวกโดยสั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานของโจทก์เรียกเงิน 50 บาทในการที่จำเลยกับพวกไปขอเลขบ้านซึ่งความจริงโจทก์มิได้เรียกหรือสั่งให้ผู้ใดเรียกเงินทองหรือสิ่งใด ๆ ตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของโจทก์ ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174, 181 และ 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 บัญญัติว่า ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อนายอำเภอบางปะอินมีข้อความตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาหาว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิพากษายกฟ้อง ซึ่งปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ดังนั้นการที่โจทก์นำการกระทำอันเดียวกันนั้นมาฟ้องเป็นคดีนี้หาว่าจำเลยแจ้งความเท็จจึงมีปัญหาว่าโจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องได้อีกหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยทั้งสองไปขอเลขบ้านที่สำนักงานของโจทก์หรือไม่ จำเลยได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกเรียกเงิน 50 บาทหรือไม่ ส่วนปัญหาในคดีก่อนคือโจทก์ได้สั่งให้เรียกเก็บเงินหรือไม่ เห็นได้ว่า ประเด็นในคดีทั้งสองไม่เหมือนกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้อีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 39(4) ประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา และศาลนั้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วไม่ว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนจะต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็ต้องห้ามมิให้การกระทำอันนั้นมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

(  เดชา สุวรรณโณ  –  สวัสดิ์ รอดเจริญ  –  ส่อง สุขะปุณณพันธ์  )

แจ้งความเท็จ 137,แจ้งความเท็จว่ามีความผิดอาญาเกิดขึ้น 173 ,เหตุฉกรรจ์ 174

1489/2530  ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด  ผู้บังคับการตำรวจภูธรและผู้บัญชาการตำรวจภูธรต่างมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ ที่จะดำเนินการทางวินัยต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  ฉะนั้นหากข้อความในหนังสือที่จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา ของโจทก์ดังกล่าวเป็นเท็จ  จำเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา137

    การที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173,174 ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่จะให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทางอาญาแต่การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้น จำเลยมีเจตนาให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดำเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173,174

———————————————–

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อใส่ความโจทก์ต่อผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บังคับการตำรวจภูธร 1 และผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 กับเพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษและอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยร้องเรียนว่าโจทก์เบียดบังเอาเงินค่าเสียหายที่จำเลยจะได้รับจากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไว้เป็นบางส่วนและชอบรีดไถประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อน กับมีข่าวเล่าลือกันทั่วเมืองว่าโจทก์เป็นคนติดกัญชาและจำเลยเองก็พบโจทก์ชอบมั่วสุมอยู่กับแก๊งสูบกัญชาเป็นประจำ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 174, 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บังคับการตำรวจภูธร 1 และผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 ต่างมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานและมีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการทางวินัยต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาการที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า โจทก์เบียดบังเอาเงินค่าเสียหายซึ่งจำเลยพึงจะได้รับไปเสียบางส่วนและยังเป็นคนติดกัญชา ซึ่งหากข้อความที่ร้องเรียนเป็นเท็จจำเลยย่อมจะต้องมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2518 ระหว่างนายกอง ดวงแสงเหล็ก โจทก์ นายประสิทธิ์ สังข์ทอง จำเลย ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฎีกาของโจทก์ ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และ 174 นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่จะให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทางอาญา แต่การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้นเห็นได้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยกับโจทก์ มิได้มีเจตนาที่จะให้ดำเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173,174 ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับรับฟ้องของโจทก์สำหรับความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์”.

(  ชูเชิด รักตะบุตร์  –  ธิรพันธุ์ รัศมิทัต  –  สง่า ศิลปประสิทธิ์  )

แจ้งความเท็จ 172 – 174 ,เบิกความเท็จ 177 ,บรรยายฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่่ 4205/2529

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้แจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนในการให้การชั้นสอบสวนระหว่าง ส. ผู้กล่าวหากับ ป. ผู้ต้องหา ว่าเป็นผู้แนะนำ ส.ให้รู้จักกับโจทก์และสามี ซึ่งเป็นความเท็จเพราะจำเลยไม่เคยแนะนำให้โจทก์รู้จักกับ ส. และโจทก์ไม่เคยรู้จัก ส. ด้วย เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ถูกฟ้องคดีอาญาต้องรับโทษทางอาญาถึงจำคุก ดังนี้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ  เพราะจำเลยหาได้ให้การว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาอันจะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยไม่ ความเท็จที่แจ้งนั้นต้องเป็นข้อความที่เกี่ยวกับความผิดอาญา

คำพิพากษาคดีอาญาคดีก่อน อัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์  คดีนี้ว่าฉ้อโกง ส.ผู้เสียหายข้อสำคัญแห่งคดีมีว่าโจทก์ได้หลอกลวงผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ   แล้วมอบเงินให้โจทก์รับไปหรือไม่ส่วนคำเบิกความของจำเลยในฐานะพยานโจทก์ว่า จำเลยเคยแนะนำโจทก์ให้รู้จักกับ ส.นั้น ถึงหากจะเป็นความเท็จ   ก็มิใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวมิใช่ข้อความในประเด็น  หรือที่เกี่ยวแก่ประเด็นอันอาจจะทำให้คู่ความถึงแพ้ชนะกันในประเด็นนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

————————————-

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จ ขอให้ลงโทษ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 และ 177

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องฐานแจ้งความเท็จว่า “จำเลยได้แจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นผู้แนะนำนางสาลี่ให้รู้จักกับโจทก์และสามีซึ่งเป็นความเท็จ เพราะจำเลยไม่เคยแนะนำให้โจทก์รู้จักกับนางสาลี่และโจทก์ไม่เคยรู้จักกับนางสาลี่ด้วยเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ถูกฟ้องคดีอาญาต้องรับโทษทางอาญาถึงจำคุก ฯลฯ ” ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้ความเพียงว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นผู้แนะนำนางสาลี่ให้รู้จักกับโจทก์และสามีซึ่งเป็นความเท็จ เพราะจำเลยไม่เคยแนะนำให้โจทก์รู้จักกับนางสาลี่และโจทก์ไม่เคยรู้จักกับนางสาลี่ด้วยเท่านั้น จำเลยหาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาอันจะเป็นความผิดอาญาอันจะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยไม่ เพราะความเท็จที่แจ้งนั้นต้องเป็นข้อความที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น โจทก์บรรยายฟ้องดังนี้คือ จำเลยในฐานะพยานโจทก์ได้เบิกความว่า “เคยแนะนำนายอัมพรกับจำเลย (หมายถึงโจทก์คดีนี้) ให้รู้จักกับนางสาลี่โดยข้าพเจ้าไปธุระกับนางสาลี่ก็เลยพาคนทั้งสองไปด้วยและแนะนำว่าจำเลยทำงานที่กองสลากและนายอัมพรเป็นเพื่อนกัน” ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะจำเลยไม่เคยแนะนำให้นางสาลี่รู้จักกับโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่เคยรู้จักกับนางสาลี่ดังความเท็จที่จำเลยเบิกความต่อศาลอันเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะสนับสนุนเหตุผลที่นางสาลี่เบิกความว่าได้มอบเงิน 10,000 บาทให้แก่โจทก์ ดังที่นางสาลี่ว่าโจทก์อ้างว่านายสาธิตให้มาขอยืมเงิน ศาลไม่เชื่อคำเบิกความของจำเลย จึงพิพากษายกฟ้องในคดีนั้น ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2877/2527 ฯลฯ”

พิเคราะห์คำฟ้องข้อนี้ประกอบกับคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2877/2527 แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์คดีนี้ฉ้อโกงนางสาลี่ผู้เสียหาย ข้อสำคัญแห่งคดีมีว่าโจทก์ได้ทำการหลอกลวงผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ แล้วมอบเงินจำนวนหนึ่งหมื่นบาทให้โจทก์รับไปหรือไม่ ส่วนคำเบิกความของจำเลยในฐานะพยานโจทก์ดังกล่าวว่า จำเลยเคยแนะนำโจทก์ให้รู้จักกับนางสาลี่ผู้เสียหาย นั้น ถึงหากจะเป็นความเท็จก็มิใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวก็มิใช่ข้อความในประเด็นหรือที่เกี่ยวแก่ประเด็นอันอาจจะทำให้คู่ความถึงแพ้ชนะกันในประเด็นนั้น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

พิพากษายืน

(  สีนวล คงลาภ  –  มาโนช เพียรสนอง  –  สุพจน์ นาถะพินธุ  )

นำ ป.ว.พ.มาใช้,ไต่สวนมูลฟ้อง,ฐานะจำเลย,ข้อเท็จจริงห้ามอุทธรณ์

อุทธรณ์,อนุญาตให้อุทธรณ์,อุทธรณ์ฎีกา,ยกอุทธรณ์

คำพิพากษาฎีกาที่ 2482/2527  

ป.ว.อ. ม.15 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.ว.พ. ม.242 มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นศาลอุทธรณ์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.ว.อ. ม.193 ทวิ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงของโจทก์ได้

เอกสารที่  ทนายจำเลยใช้ถามค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพยานโจทก์ได้ตรวจดู  และรับรองความถูกต้องบางส่วนทั้งเป็นเอกสารราชการที่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องแล้ว   จำเลยมีอำนาจที่จะส่งศาลประกอบการถามค้านได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้

ผู้พิพากษา  ที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและเป็นผู้ลงชื่อในคำพิพากษาด้วย ได้มีคำสั่งในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า”รับเป็นอุทธรณ์โจทก์” ดังนี้  ไม่เป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.ว.อ. ม.193 ตรี

——————————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15, 165, 193 ทวิ, 193 ตรี

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84,86, 137, 172, 173

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์โดยอ้างว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ไม่ถูกต้องเพราะผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นและเป็นผู้ลงชื่อในคำพิพากษาด้วยสั่งว่า “รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์” ซึ่งมีผลเท่ากับอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วตาม มาตรา 193 ตรี ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์นั้น เห็นว่า มาตรา 193 ตรี บัญญัติว่า “ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น พิเคราะห์เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป” ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ซึ่งสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ “รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์” เพียงเท่านี้ไม่มีข้อความอื่นใดที่พอจะให้เข้าใจว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 193 ตรี จึงฟังไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะผู้มีสิทธิรับอุทธรณ์หรือไม่อยู่ที่ศาลชั้นต้นไม่ใช่ศาลอุทธรณ์นั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 บัญญัติว่า “เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนความเสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ประการหนึ่งประการใดในสี่ประการนี้ (1) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ ฯลฯ” ซึ่งบทบัญญัติในทำนองดังยกขึ้นอ้างนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในศาลอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตาม มาตรา 193 ตรี ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์ได้

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างเป็นพยานประกอบการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ชอบนั้น คดีมีปัญหาว่าเอกสารหมาย ล.1 เป็นพยานที่จำเลยนำเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์นำนายประสิทธิ์เข้าสืบ ทนายโจทก์ซักถามพยานปากนี้เบิกความถึงเรื่องที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลพหลโยธินให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ในข้อหาร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาจะมิให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ข้อความที่ร้องทุกข์ปรากฏตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นภาพถ่ายเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2524 ข้อที่โจทก์ขอถ่ายมาจากศาลแพ่งเพราะจำเลยที่ 1 ส่งภาพถ่ายเอกสารนี้เป็นพยานในคดีแพ่งจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ในการตอบคำถามค้านพยานตอบว่า เอกสารหมาย จ.4 นี้จะมีข้อความครบถ้วนหรือไม่ ไม่ทราบ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในเอกสารหมาย 4

มีข้อ 9 ต่อจากข้อ 8 แต่ข้อความในข้อ 9 ไม่ได้ถ่ายภาพให้ปรากฏ ทนายจำเลยจึงให้พยานภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นภาพถ่ายเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลโยธิน ประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2524 เช่นกันพยานดูแล้วเบิกความมีข้อความในข้อ 8 ตรงกับภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 แต่ในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 มีข้อ 9 (หมายถึงไม่มีข้อความในข้อ 9) เห็นว่าภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 และภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 ถ่ายมาจากต้นฉบับเอกสารฉบับเดียวกัน ต่างกันเพียงว่าในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 ไม่ได้ถ่ายภาพให้ปรากฏข้อความในข้อ 9 ย่อมถือว่าเป็นเอกสารฉบับเดียวซึ่งพยานได้เบิกความรับรองความถูกต้องข้อความในข้อ 8 แล้ว การที่ทนายจำเลยถามนั้นเพื่อแสดงให้ปรากฏว่าในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 ที่มีข้อ 9 อยู่แต่ไม่ปรากฏข้อความนั้น ข้อความในข้อ 9 มีอย่างไรอันเป็นข้อความที่ต่อเนื่องมาจากข้อความในข้อ 8 นั้น เห็นว่าเป็นการถามค้านของทนายจำเลยเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองว่าเป็นภาพถ่ายอันถูกต้องตรงกับต้นฉบับแม้พยานจะไม่รับรองความถูกต้องข้อความในข้อ 9 เมื่อเป็นเอกสารราชการก็เป็นอำนาจของศาลที่จะนำมาปะกอบการพิจารณาได้

พิพากษายืน

(  ยนต์ พิรวินิจ  –  อุดม บรรลือสินธุ์  –  พจน์ บุญเลี้ยง  )

คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1161/2526

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 221

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174

ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งความเท็จโดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 แต่ทางพิจารณาได้ความว่ามีความผิดเกิดขึ้นจริงแล้วจำเลยไปแจ้งความเท็จซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172  จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 172 ไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษเมื่อปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าข้อความที่จำเลยนำไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์และเรียกค่าไถ่เป็นความเท็จเพราะตามวันเวลาที่จำเลยแจ้งความ โจทก์มีฐานที่อยู่ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,174 วรรคสอง ด้วย เช่นนี้ข้อที่จำเลยฎีกาจึงเป็นการโต้แย้งพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดอยู่แล้วในสำนวนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ใช่ปัญหาสำคัญอันควรได้รับวินิจฉัยจากศาลสูงสุด

( อาจ ปัญญาดิลก – ไพศาล สว่างเนตร – ดำรง สายเชื้อ )

เจ้าของสำนวน อาจ ปัญญาดิลก

แจ้งความเท็จ 137, 172 – 174

2249/2515    มีผู้ถูกคนร้ายฆ่าตาย จำเลยเห็น ส. กับ ฮ. ร่วมกันฆ่า โดยมิได้เห็น ท. ร่วมในการฆ่าด้วย แต่จำเลยได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ออกไปสืบสวน และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเห็น ท. ร่วมกับ ส. และ ฮ.ฆ่าผู้ตาย จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตาม ป. อาญา มาตรา 172

เมื่อการกระทำของจำเลยต้องด้วยมาตรา 172 ที่บัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว   ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่วไปอีก

กรณีที่จำเลยแจ้งความกล่าวหา เป็นเรื่องมีคนร้ายฆ่าคนตายซึ่งได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทง คือจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่สิบตำรวจเอกซ้อนเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่สืบสวนคดีอาญาว่า ได้เห็นนายทวีกับนายฮวดและนายสมร่วมกันตีและยิงนายกวงจนถึงแก่ความตาย

เพื่อแกล้งให้นายทวีต้องรับโทษทางอาญาในความผิดฐานปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ ความจริงจำเลยเห็นเฉพาะนายฮวดและนายสมเป็นคนทำโดยไม่เห็นนายทวี นายทวีถูกจับกุมดำเนินคดีได้รับความเสียหายสิบตำรวจเอกซ้อนและพันตำรวจตรีไชยวัฒน์พนักงานสอบสวนได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พันตำรวจตรีไชยวัฒน์ผู้มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีอาญามีข้อความเช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น พนักงานสอบสวนหลงเชื่อ

จึงสอบสวนจำเลยเป็นพยาน และจับกุมนายทวีดำเนินคดี ความจริงจำเลยเห็นเฉพาะนายฮวดและนายสมโดยไม่เห็นนายทวี ทำให้พนักงานสอบสวนได้รับความเสียหาย และเพื่อแกล้งให้นายทวี

ได้รับโทษทางอาญาดังกล่าวข้างต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174, 181

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นายทวี ผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีสิบตำรวจเอกซ้อนและพันตำรวจตรีไชยวัฒน์ได้รับความเสียหาย กรณีไม่เข้ามาตรา 174 เพราะโจทก์ไม่ได้สืบว่าจำเลยแกล้งแจ้งความเท็จ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 137, 172, 173 ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นกระทงหนักและบทหนัก จำคุก 3 ปี ข้อหาตามมาตรา 174 ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เห็นว่า จำเลยมีความผิดตาม มาตรา 172 อันเป็นความผิด 2 กระทง อัตราโทษแต่ละกระทงเท่ากัน และไม่ผิดตามมาตรา 173 พิพากษาแก้ ให้ลงโทษตามมาตรา 172 ลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 76 หนึ่งในสามแล้ว เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 173 ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อนายกวงถูกฆ่าถึงแก่ความตาย จำเลยได้แจ้งแก่สิบตำรวจเอกซ้อนผู้ซึ่งออกไปสืบสวน และได้ให้การแก่พันตำรวจตรีไชยวัฒน์พนักงานสอบสวนว่าเห็นนายทวีร่วมกับนายสมและนายฮวดฆ่านายกวง พันตำรวจตรีไชยวัฒน์จึงจับกุมนายทวีมาดำเนินคดี ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยไม่เห็นนายทวีร่วมในการฆ่านายกวงเลย ความผิดของจำเลยเข้าบทมาตรา 172 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพราะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เมื่อการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทที่บัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะ คือ มาตรา 172 แล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติไว้โดยทั่วไปอีกและการกระทำของจำเลยเห็นได้ว่า ที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาเป็นเรื่องมีคนร้ายฆ่านายกวงตายซึ่งได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง หาได้แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นไม่ ส่วนข้อความอันเป็นเท็จนั้นมีเฉพาะตอนที่จำเลยแจ้งว่าจำเลยเห็นนายทวีเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วยคนหนึ่งเท่านั้น จำเลยจึงหามีความผิดตามมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่

พิพากษายืน

(  ยงยุทธ เลอลภ  –  อุดม เพชรคุปต์  –  ศวิต สมหวัง  )

อาญา แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา  วิอาญา ไม่บรรยายฟ้อง

การกระทำที่อ้างว่าผิดฟ้องไม่สมบูรณ์

คำพิพากษาฎีกาที่ 1808/2515

ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 172, 173, 174. โดยโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยมีอำนาจหน้าที่อย่างไร  ทั้งคำบรรยายฟ้องก็ไม่ชัดแจ้งว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเกี่ยวกับความผิดอาญาในฐานใด  จะทำให้โจทก์ถูกหาคดีอาญาได้อย่างไรหรือไม่  ไม่พอแปลความหมายได้ว่าจำเลยได้แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาได้ดี  ดังนี้ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา 157, 172, 173, 174

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 158(5)

———————————————————

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึง 19 เป็นราษฎร จำเลยกับพวกที่ยังไม่ฟ้องบังอาจร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทุจริตแกล้งร้องเรียนเท็จอันเกี่ยวกับ ความผิดอาญาโดยมิได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นเพื่อประสงค์ให้โจทก์ได้รับโทษ โดยร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ผู้มีอำนาจและหน้าที่สืบสวนและ สอบสวนว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่นาเลขที่ 614 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2513 หนึ่งฉบับ มีทิศติดต่อผู้มีชื่อและมีชื่อนายสุด เกลี้ยงพร้อมเป็นเจ้าของนั้น จำเลยแกล้งกล่าวหาว่าเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ชื่อหนองไผ่ ไม่ใช่เป็นที่นา และที่นาดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ให้แก่นายสุด เกลี้ยงพร้อม ซึ่งจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ และผู้ว่าราชการจังหวัด หลงเชื่อ ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการให้สืบสวนสอบสวนขึ้น และคณะกรรมการฯ ได้มีมติแล้วว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลแห่งความจริงดังที่จำเลยร้องเรียน และได้ความว่าความจริงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว นายอำเภอท่าตูมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ออกให้นายสุด เกลี้ยงพร้อม ไปชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เป็นหนองสาธารณะดังจำเลยร้องเรียนการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ มุ่งประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างร้ายแรง ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2502 และมาตรา 172, 173, 174, 83, 90, 91

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วสั่งว่า ตามคำบรรยายฟ้อง การกระทำของจำเลยยังไม่มีมูลความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษ โจทก์มิใช่ผู้เสียหายอันจะนำคดีมาฟ้องร้องได้ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายมาว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่อย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ก็ไม่ชัดแจ้ง ทั้งตามคำบรรยายฟ้องก็ไม่ชัดแจ้งด้วยว่า ข้อความที่จำเลยแจ้งเกี่ยวกับความผิดอาญาในฐานใด จะทำให้โจทก์ถูกข้อหาคดีอาญาอย่างไรหรือไม่ก็ไม่ปรากฏไม่พอแปลความหมายไปได้ว่า จำเลยได้แจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา ตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173 และ 174 จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาได้ดีได้ ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

( กฤษณ์ โสภิตกุล – อุดม เพชรคุปต์ – ชวน พูนคำ )

ผิดกฎหมายหลายบท,แจ้งความเท็จ

627/2515     จำเลยและผู้เสียหายมีอาชีพขายเนื้อโคกระบือชำแหละวันเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ขออนุญาตฆ่ากระบือจำเลยแจ้งความต่อตำรวจว่าเนื้อบนเขียงผู้เสียหายเป็นเนื้อกระบือ ให้จับผู้เสียหายถ้าไม่จับ  จะไปเอาตำรวจที่อื่นมาจับ โดยจำเลยรู้ว่าเนื้อดังกล่าวเป็นเนื้อโคซึ่งผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้จำหน่าย จึงเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อให้ผู้เสียหายต้องรับโทษฐานฆ่ากระบือและจำหน่ายเนื้อกระบือโดยไม่ได้รับอนุญาต   ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172,173,174เมื่อได้ความว่าจำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแต่แจ้งว่าได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น ต้องลงโทษตามมาตรา173ซึ่งเป็นบทเฉพาะประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา174มิใช่เป็นเรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

———————————————————

โจทก์ พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิจำเลย นายสมาน นิ่มเจริญประมวลกฎหมายอาญา มาตรา90, 172, 173, 174

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า นายสมชายนำเนื้อกระบือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฆ่ามาจำหน่ายให้จับนายสมชายไปโรงพัก อันเป็นความเท็จ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำผิดฐานฆ่ากระบือและจำหน่ายเนื้อกระบือ โดยมิได้รับอนุญาตเกิดขึ้น และจำเลยมีเจตนาแกล้งให้นายสมชายต้องรับโทษทำให้เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวและนายสมชายเสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172, 173, 174และนับโทษต่อกับคดีอื่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา172, 173, 174ให้ลงโทษตามมาตรา172, 174อันเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา90 จำคุกจำเลย6เดือน ปรับ1,500บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา29, 30โทษจำคุกให้รอไว้2ปีตามมาตรา56ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคดีดังกล่าวยังมิได้พิพากษา จึงไม่นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวมิใช่เป็นการแจ้งความและไม่มีข้อความใดยืนยันว่านายสมชายฆ่ากระบือและจำหน่ายเนื้อกระบือโดยไม่รับอนุญาต พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยและนายสมชายผู้เสียหายมีอาชีพขายเนื้อโคกระบือชำแหละอยู่ในตลาดเทศบาลเมืองชัยภูมิ วันเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ขออนุญาตฆ่ากระบือ จำเลยมาที่เขียงขายเนื้อของผู้เสียหาย และแจ้งกับสิบตำรวจเอกเหรียญใจความว่า เนื้อบนเขียงของผู้เสียหายเป็นเนื้อกระบือ ให้จับผู้เสียหาย ถ้าไม่จับ จะไปเอาตำรวจที่อื่นมาจับ สิบตำรวจเอกเหรียญจึงจับผู้เสียหายพร้อมเนื้อของกลางส่งสถานีตำรวจ เมื่อตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเนื้อของกลางเป็นเนื้อโค จึงวินิจฉัยว่า จำเลยมีอาชีพขายเนื้อโคกระบือชำแหละ การแจ้งของจำเลยจึงเป็นการแจ้งความเท็จโดยรู้อยู่แก่ใจว่าเนื้อของกลางเป็นเนื้อโคที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตแล้วเพื่อให้ผู้เสียหายต้องรับโทษ แม้ตามคำเบิกความของสิบตำรวจเอกเหรียญจะไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้จับผู้เสียหายฐานฆ่ากระบือและจำหน่ายเนื้อกระบือโดยไม่ได้รับอนุญาตเหมือนที่โจทก์บรรยายฟ้อง แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อสิบตำรวจเอกเหรียญจับผู้เสียหายตามที่จำเลยแจ้งว่าเนื้อของกลางที่ผู้เสียหายวางขายเป็นเนื้อกระบือ เจ้าพนักงานก็ต้องดำเนินคดีกับผู้เสียหายฐานฆ่ากระบือและจำหน่ายเนื้อกระบือโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่การกระทำของจำเลยไม่ใช่เรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทหนักที่สุดดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แต่ต้องลงโทษตามบทเฉพาะ ซึ่งคดีนี้ได้แก่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา173เพราะเป็นการแจ้งว่าได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น และประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา174

พิพากษากลับเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา173 ประกอบด้วยมาตรา174ส่วนเรื่องโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

( ถนอม ครูไพศาล  – ประสม เภกะสุต  – รัตน์ ศรีไกรวิน  )

แจ้งความเท็จ,ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาฎีกาที่ 1050/2514

ความผิดฐานแจ้งความเท็จ  จำเลยต้องรู้อยู่ว่าข้อความที่ตนไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานนั้นเป็นความเท็จ ถ้าจำเลยเชื่อโดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงเช่นนั้น จำเลยก็ยังไม่มีความผิดฐานนี้

โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จ  ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล

พิพากษายกฟ้อง  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงาน  ไม่ใช่ความเท็จโจทก์ฎีกาว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

———————————————

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 219, 162

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งความร้องเรียนเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจโจทก์แล้ว โจทก์แถลงไม่มีพยานจะสืบในชั้นนี้อีก

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำร้องเรียนของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 ยังไม่ใช่คำแจ้งความเท็จดังโจทก์ฟ้อง คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์จึงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

โจทก์ฎีกาในประการแรกว่าก่อนศาลจะมีคำสั่งคดีมีมูลหรือไม่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานเสียก่อน การที่ศาลฟังแถลงแล้วไม่ทำการไต่สวนพยานเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลฎีกาเห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องก็เพื่อให้ศาลได้ทราบข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ การที่โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันบางประการจนเป็นที่พอใจของโจทก์ จนโจทก์ไม่ต้องการสืบพยาน เช่นนี้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายอย่างใด

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยแถลงกล่าวหาว่าโจทก์ตั้งตนเองขึ้นเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ทำการขัดขวางและขัดคำสั่งของจำเลย ไม่ยอมให้พระภิกษุชิตเข้าไปดูแลและตรวจตราทรัพย์สมบัติของวัดโพธิ์ทอง ตามข้อความในเอกสาร จ.3 เป็นเท็จทั้งสิ้นนั้น  ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้นจำเลยต้องรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จแล้วไปแจ้งต่อพนักงาน ถ้าจำเลยเชื่อโดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงเช่นนั้น การแจ้งนั้นก็หาเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่ และข้อความใดจะเป็นความเท็จหรือความจริงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อความในเอกสาร จ.3 ประกอบคำแถลงที่คู่ความรับกันมาแล้วว่า ข้อความที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสาร จ.3 กล่าวหาโจทก์ว่าโจทก์ตั้งตนเองขึ้นเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ก็ดี ข้อที่หาว่าโจทก์ขัดขวางและขัดคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามหน้าที่ก็ดี ไม่ใช่ความเท็จดังโจทก์ฟ้อง ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่าข้อความที่จำเลยร้องเรียนดังกล่าวข้างต้นเป็นความเท็จ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้

ส่วนที่โจทก์ฎีกามาด้วยว่า การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนตามเอกสาร จ.3 ว่า ได้ทราบข่าวเล่าลือและบอกเล่าว่าโจทก์มีอาวุธปืนเถื่อนและระเบิดมือเป็นการแจ้งความเท็จนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูหนังสือร้องเรียนฉบับนี้ (เอกสาร จ.3) แล้ว ปรากฏว่าในหนังสือฉบับนี้จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าได้มีการกระทำผิดเพราะใช้คำว่า “อนึ่ง ได้ทราบจากคำเล่าลือและคำบอกเล่าว่าพระภิกษุสุวรรณ์ จารุโภ มีอาวุธปืนเถื่อนและลูกระเบิดมือไว้ในความครอบครอง เมื่อเจ้าหน้าที่จะไปดำเนินการตามหน้าที่ ขอได้โปรดระวังอันตรายในสิ่งเหล่านี้ด้วย” คำกล่าวเช่นนี้หาได้ยืนยันกล่าวอ้างว่าโจทก์มีอาวุธปืนเถื่อนหรือลูกระเบิดมือไม่ เพราะเพียงแต่อ้างว่าได้ทราบมาเช่นนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังอันตรายต่างหาก จึงไม่ใช่คำแจ้งความเท็จ

ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาของโจทก์

(  ประพนธ์ ศาตะมาน  –  ทองคำ จารุเหติ  –  ชวน พูนคำ  )

Leave a Comment