เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะก่อน…ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย…อาจตายฟรี !!!

ถึงแม้ว่า ผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่ก็กลับออกไปจากที่เกิดเหตุแล้ว ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ

นอกจากนี้ การที่ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย บุตรของผู้ตายจึงไม่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการได้
จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3391/2559

ป.อ. บันดาลโทสะ ฆ่าผู้อื่น มาตรา 72, 288
ป.วิ.อ. ผู้เสียหาย ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายข้อเข้าร่วมเป็นโจทก์
ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 2 (4), 5 (2), 30, 218

ความผิดฐาน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดว่าผู้ตายจะเข้าทำร้ายจำเลยอีกโดยผู้ตายวิ่งกลับไปที่รถยนต์จอดอยู่และไม่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้ตายมีอาวุธติดตัวด้วย ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่อง กระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยถูกผู้ตายชกต่อยก่อน โดยจำเลยมิได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72

ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ป. ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30
________________________________________

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1867/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายปิติ บุตรของนายชูโชคหรือกุ้ง ผู้ตาย ยื่นคำร้องข้อเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและรับสารภาพฐานพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ลดโทษฐานพาอาวุธปืนให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 8 ปี 3 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1867/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายชูโชคหรือกุ้ง ผู้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะของผู้ตายหลายแห่ง บาดแผลถูกกระสุนปืนทำลายสมองเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการตรวจศพ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า

การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางเต็ม นางน้ำฝน และนายสมมารถ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เบิกความลำดับเหตุการณ์สอดคล้องกันในสาระสำคัญ โดยเฉพาะ นางน้ำฝนและนายสมมารถเบิกความสอดคล้องตรงตามที่เคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุทันที โดยไม่ปรากฏว่านางน้ำฝนและนายสมมารถ มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยหรือผู้ตายมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นางเต็ม นางน้ำฝนและนายสมมารถอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์โดยตลอด เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รับรู้และเห็นเหตุการณ์ พยานทั้งสามต่างยืนยันว่าผู้ตายขับรถยนต์เข้ามาจอดบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วผู้ตายลงมาพูดคุยและด่าว่านางเต็ม ที่ไม่ยอมออกจากที่ดินด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพและไม่เหมาะสม ซึ่งขณะนั้นจำเลยยืนอยู่ข้าง ๆ นางเต็มด้วย จำเลยจึงพูดกับผู้ตายว่าให้พูดคุยกันดี ๆ แต่ผู้ตายไม่พอใจ เข้าชกต่อยจำเลยทันที จากนั้นทั้งสองกอดปล้ำกันจนล้มลงโดยผู้ตายคร่อมตัวจำเลยไว้เมื่อผู้ตายและจำเลยแยกกันแล้ว จำเลยชักอาวุธปืนเล็งยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูก ผู้ตายจึงวิ่งกลับไปที่รถยนต์ของผู้ตายที่จอดอยู่ จำเลยถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย พฤติการณ์ที่จำเลยตักเตือนผู้ตายให้พูดกับนางเต็มดี ๆ แต่ผู้ตายกลับแสดงความไม่พอใจจำเลย แล้วเดินเข้าไปชกต่อยจำเลยก่อนทันทีโดยจำเลยไม่ได้มีท่าทีจะทำร้ายผู้ตายก่อนแต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาบาดแผลที่ผู้ตายได้รับนอกจากบาดแผลถูกกระสุนปืนแล้วพบเพียงบาดแผลถลอกบริเวณหน้าผากซ้าย หางตาซ้าย และเข่าขวาเท่านั้น ประกอบกับจำเลยเคยเป็นทหารมาก่อนและขณะเกิดเหตุจำเลยอายุเพียง 50 ปี ซึ่งมีอายุน้อยกว่าผู้ตาย หากจำเลยสมัครใจชกต่อยกับผู้ตายแล้วน่าจะพบบาดแผนฟกซ้ำหรือร่องรอยถลอกตามร่างกายของผู้ตายมากกว่านี้ เชื่อว่าจำเลยมิได้สมัครใจชกต่อยทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดว่าผู้ตายจะเข้าทำร้ายจำเลยอีกโดยผู้ตายวิ่งกลับไปที่รถยนต์จอดอยู่และไม่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้ตายมีอาวุธติดตัวด้วย ซึ่งจำเลยนำสืบอ้างว่านางเต็มได้ตะโกนบอกว่าระวังปืน มันมีปืน แต่ไม่มีประจักษ์พยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันว่านางเต็มได้ตะโกนถ้อยคำดังที่จำเลยอ้าง ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปในทันทีแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยถูกผู้ตายชกต่อยก่อน โดยจำเลยมิได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า

ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่าผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุให้จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นายปิติ ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายปิติ เข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อนายปิติไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายปิติ และยกฎีกาของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

(ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ – ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ – สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
เทพ อิงคสิทธิ์ – ตรวจ

Leave a Comment