ผู้เช่าซื้อ + ผู้ค้ำประกัน ขาดนัด แต่ศาลมีดุลพินิจปรับลดค่าขาดประโยชน์และอายุความฟ้องผู้ค้ำประกัน ได้ด้วย

ตั้งแต่กฎหมายค้ำประกันใหม่ ประกาศใช้ เรายังไม่มีบรรทัดฐานกันอย่างชัดเจนว่า จะใช้กฎหมายเก่า/ใหม่กันยังไง เร็ว ๆ นี้ มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ นำมาให้พวกเราศึกษากันโดย ท่าน Phawit Chaowalittawil

ทีมทนาย Thai Law Consult ขออนุญาตนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีนี้มาลง และแยกประเด็นต่าง ๆ ในคำฟ้องโจทก์และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มาลงไว้ในห้ทนายและประชาชนได้ทำความเข้าใจค่ะ

คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) ยื่นฟ้อง ผู้เช่าซื้อ เป็นจำเลยที่ 1 และ ผู้ค้ำประกัน เป็นจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองขาดนัด แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดเบี้ยปรับ และอ้างกฎหมายใหม่เป็นคุณกับผู้ค้ำประกันให้ด้วย

“เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 ผู้เช่าซื้อ ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อจอห์นเดียร์ หมายเลขเครื่องยนต์ PE4045T923217 หมายเลขตัวถัง 1PO5715XPDT030464 จากโจทก์ในราคาเงินสด 1,314,000 บาท พร้อมใบมีดตัดดินหน้าราคา 66,000 บาท ผานบุกเบิกราคา 50,000 บาท และค่าเบี้ยประกัน 61,450.10 บาท โดยชำระเงินดาวน์รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในวันทำสัญญา 385,000 บาท คงเหลือค่าเช่าซื้อและผลประโยชน์รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,549,030.15 ตกลงผ่อนชำระ 60 งวด ตามตารางกำหนดชำระค่างวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2557 งวดต่อไปทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีผู้ค้ำประกัน ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ผู้เช่าซื้อ ได้รับรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแล้ว หลังทำสัญญาผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อ 23 งวด เป็นเงิน 352,722 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

  1. ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ ให้ใช้ราคาแทน 1,196,308.14 บาท
  2. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับชำระล่าช้า 31,758.70 บาท
  3. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และ
  4. ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 822,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยปรับ 5,000 บาท ให้ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาท โดยให้ผู้ค้ำประกัน ร่วมกับผู้เช่าซื้อ ชำระค่าขาดประโยชน์ 14,000 บาท และให้ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค

ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 ผู้เช่าซื้อ ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อจอห์นเดียร์ หมายเลขเครื่องยนต์ PE4045T923217 หมายเลขตัวถัง 1P05715XPDT030464 จากโจทก์ในราคาเงินสด 1,314,000 บาท พร้อมใบมีดคันดินหน้าราคา 66,000 บาท ผานบุกเบิกราคา 50,000 บาท และค่าเบี้ยประกัน 61,450.10 บาท โดยชำระเงินดาวน์รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในวันทำสัญญา 385,000 บาท คงเหลือค่าเช่าซื้อและผลประโยชน์รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,549,030.14 ตกลงผ่อนชำระ 60 งวด ตามตารางกำหนดชำระค่างวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2557 งวดต่อไปทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีผู้ค้ำประกัน ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ผู้เช่าซื้อ ได้รับรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแล้ว หลังทำสัญญาผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อ 23 งวด เป็นเงิน 352,722 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เรื่อยมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ภายใน 7 วัน ผู้เช่าซื้อ ได้รับหนังสือวันที่ 2 เมษายน 2559 แต่ผู้เช่าซื้อ ได้รับหนังสือวันที่ 2 เมษายน 2559 แต่ผู้เช่าซื้อ เพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อเป็นอันสิ้นสุดลงตามหนังสือบอกกล่าวและผลการนำจ่ายไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.6 ผู้ค้ำประกัน ได้รับหนังสือวันที่ 2 เมษายน 2559 ตามหนังสือพร้อมใบตอบรับเอกสารหมาย จ.7 แต่ผู้เช่าซื้อ ไม่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า

  • สมควรกำหนดราคาใช้แทนรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเพียงใด
  • เห็นว่า เมื่อผู้เช่าซื้อ เป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ผู้เช่าซื้อ มีหน้าที่ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืน ต้องใช้ราคาแทน คือ ราคารถแทรกเตอร์ที่แท้จริง
  • คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกราคาใช้แทนตามสัญญาเช่าซื้อ โดยคำนวณจากจำนวนเงินลงทุนคงเหลือรวมกับผลประโยชน์ที่คิดคำนวณไว้ล่วงหน้าตามระยะเวลาที่เช่าซื้อหักออกด้วยจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อ มิใช่ฟ้องเรียกราคาที่แท้จริงของรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อ จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามที่ขอได้
  • เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย โดยพิจารณาจากเงินลงทุนของโจทก์ ประกอบค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อ ชำระแล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคาใช้แทนรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อ 822,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคเห็นฟ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า

  • สมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแทรกเตอร์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องแก่โจทก์เพียงใด
  • โดยโจทก์อุทธรณ์ขอค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องรวม 8 เดือน เดือนละ 15,000 บาท เป็นเงิน 120,000 บาท เห็นว่า ไม่นำสืบให้ปรากกว่าจะนำรถไปให้บุคคลใดเช่าที่จะได้ค่าเช่าในอัตราดังกล่าว และไม่แน่นอนว่าจะมีผู้เช่าจริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ได้เสียของโจทก์ในการประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์แล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง 56,000 บาท เหมาะสมแล้ว และเมื่อเป็นหนี้เงินจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกัน ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด

คดีนี้ ผู้เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 แม้บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาค้ำประกันที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 18 แต่มาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

  • สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และ
  • มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้

เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 30 มีนาคม 2559 แจ้งให้ผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกัน ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2559 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 ดังนั้น การที่โจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลตามมาตรา 686 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ผู้ค้ำประกัน จึงหลุดพ้นความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้เฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อ ผิดนัด ผู้ค้ำประกัน จึงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อ ผิดนัดเป็นเวลา 60 วันเป็นเงิน 14,000 บาท นั้น ชอบแล้ว ส่วนหนี้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน หรือใช้ราคาแทน และหนี้เบี้ยปรับชำระล่าช้านั้นเกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาเลิกแล้ว ผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องรับผิดหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ค้ำประกัน ร่วมกับผู้เช่าซื้อ ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ผู้ค้ำประกัน ร่วมกับผู้เช่าซื้อ ชำระเบี้ยปรับ จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ค้ำประกัน มิได้อุทธรณ์ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า

  1. ให้ผู้เช่าซื้อ ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 882,000 บาท
  2. ให้ผู้เช่าซื้อ ชำระเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้า 5,000 บาท
  3. ให้ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และ
  4. ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 12 เดือน แก่โจทก์
  5. ผู้ค้ำประกัน ร่วมกับผู้เช่าซื้อ รับผิดค่าขาดประโยชน์ 14,000 บาท เท่านั้น

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ./

Thai Law Consult โดย พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร ขอสรุปตารางเปรียบเทียบดังนี้

โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้
ให้ผู้เช่าซื้อ ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 882,000 บาท ให้ผู้เช่าซื้อ ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 882,000 บาท
Thai Law Consult
ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับชำระล่าช้า 31,758.70 บาท ให้ผู้เช่าซื้อ ชำระเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้า 5,000 บาท
Thai Law Consult
ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และ ให้ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
Thai Law Consult
ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนครบถ้วนแก่โจทก์ ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 12 เดือน แก่โจทก์
Thai Law Consult
ผู้ค้ำประกัน ร่วมกับผู้เช่าซื้อ รับผิดค่าขาดประโยชน์ 14,000 บาท เท่านั้น

 

Leave a Comment