เช็คแชร์เด้ง คดีอาญา ทำอย่างไรไม่ติดคุก

หลัก
พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

มาตรา 4 “การเล่นแชร์” หมายความว่า การที่บุคคลใดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไปโดยการประมูล หรือโดยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการรวมทุนในลักษณะอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ด้วย

มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง
(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวง มากกว่า 30 คน
(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

กฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 3 แสนบาท
มาตรา 7 บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์
มาตรา 17 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลัก
พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
มาตรา 4 ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
Description: http://www.kodmhai.com/php/Img1/Spac1.gif (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น
Description: http://www.kodmhai.com/php/Img1/Spac1.gif (2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้
Description: http://www.kodmhai.com/php/Img1/Spac1.gif (3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น
Description: http://www.kodmhai.com/php/Img1/Spac1.gif (4) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้
Description: http://www.kodmhai.com/php/Img1/Spac1.gif (5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ทบทวน

1. โดยที่แชร์คือสัญญาในทางแพ่ง การผิดข้อตกลง ผิดสัญญาแชร์ จึงต้องเป็นเรื่องการดำเนินคดีในทางแพ่ง แต่จากลักษณะวิธีการเล่นแชร์โดยใช้เช็คเป็นหลักฐานการชำระหนี้ หรือใช้เช็คเป็นสื่อกลางการชำระหนี้ แทนการชำระด้วยเงินสด ดังนั้น เมื่อเช็คแชร์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีจึงต้องฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยตั๋วเงิน หลักฐานที่ใช้ฟ้องก็คือ ตั๋วเงินที่เป็นเช็ค เป็นหลักฐาน

2. แต่มีบางกรณีที่ผู้ร่วมเล่นแชร์ นำเช็คแชร์นั้นมาฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อบังคับทางอ้อมให้ผู้ออกเช็คชำระหนี้ ซึ่งว่ากันตามหลักการแล้ว เช็คที่มีมูลหนี้มาจากการเล่นแชร์ หากนำมาฟ้องเป็นคดีอาญา ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยเหตุแห่งมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.เช็ค คือ เช็คที่ออกให้และเป็นมูลความผิดทางอาญา จะต้องออกให้เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยลักษณะการกระทำผิดต้อง คำนึงถึงเจตนาที่ออกเช็คว่า มีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นหรือไม่ เป็นสำคัญ

แต่เช็คที่เกิดจากการเล่นแชร์ วัตถุประสงค์การออกเช็ค เพื่อความสะดวก เพื่อป้องกันการหลบหนี ไม่ชำระค่างวดแชร์ ลักษณะของการออกเช็คแชร์จึงเป็นการออกไว้ล่วงหน้า ก่อนหนี้ถึงกำหนด, บางขณะตอนออกเช็คไม่รู้ว่าสมาชิกวงแชร์ผู้ใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเช็ค ฉบับนั้นๆ เพราะยังไม่รู้ว่า งวดประมูลแชร์ต่อๆไป สมาชิกวงแชร์ผู้ใด จะประมูลแชร์ได้รับทุนกองกลาง

การออกเช็คแชร์ล่วงหน้า จึงยังหาเจตนาที่แท้จริงว่า จะให้มีการใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ใดยังไม่ได้ ทำให้เช็คแชร์ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือแชร์เปียหวย ของอาจารย์พิชัย นิลทองคำ เนื้อหา 470 หน้า ราคา 420 บาท)

ข้อเท็จจริง

1). เจน้ำ นักธุรกิจใหญ่แห่งวงการสิ่งทอ ชวนเพื่อน 18 คน ร่วมเล่นแชร์มือละ 100,000 บาท ดอกหัก กำหนด 1 เดือน เปีย 1 ครั้ง เดือนแรกเจน้ำเท้าแชร์หรือนายวงแชร์เปียก่อน เดือนที่ 2 กำนันยศเปียได้ และได้รับเงินจากลูกวงแชร์ที่เจน้ำรวบรวมและส่งเงินให้กำนันยศแล้ว กำนันยศปฏิบัติตามสัญญาการเล่นแชร์ทุกประการ คือ ออกเช็คสั่งจ่ายให้ลูกวงแชร์ 16 ราย ๆ ละ 100,000 บาท เป็นเช็คผู้ถือไม่ลงวันที่

2). 2 เดือนผ่านไป ลูกแชร์อื่นเปียเงินแชร์ได้อีก 2 ราย กำนันยศจ่ายเงินตรงตามกำหนดให้เจน้ำเท้าแชร์รวบรวมนำไปมอบแก่ลูกแชร์ที่เปีย ได้

3). แต่เดือนที่ 3หลังเปียแชร์แล้ว กำนันยศมีปัญหาการเงินอย่างหนัก เนื่องจากกำนันยศถูกลูกหนี้เบี้ยวเงินจากการส่งออกข้าวไปประเทศรัสเซีย กำนันยศจึงไม่สามารถชำระเงินค่าแชร์แก่เจน้ำได้

4). เพื่อรักษาเครดิต เจน้ำเท้าแชร์ จึงต้องนำเงินของตัวเองจ่ายให้ลูกวงแชร์คนต่อๆ มา แทนกำนันยศ แล้วเจน้ำให้กำนันยศทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้จำนวน 1,600,000 บาท และให้กำนันยศจ่ายเช็คอีก 4 ฉบับ ๆ ละ 400,000 บาท เป็นเช็คระบุวันที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว

5). กำนันยศมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างมาก เสียเครดิต มีปัญหาหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาครอบครัว จึงเข้ามาพบทีมทนาย Thai Law Consult ซึ่งรวมตัวที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 กำนันยศถามว่า ผมจะแก้ไขหนี้สินคดีเช็ค ซึ่งมีโทษทางอาญาอย่างไร เพราะท่าทางเจน้ำเถ้าแชร์เอาจริง

ทนายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นเช็คแชร์ ไม่มีโทษทางอาญาแน่ โดยเช็คที่ออกให้เจน้ำฉบับละ 400,000 บาท จำนวน 4 ฉบับ เป็นเช็คที่บังคับไม่ได้ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 6 (3) พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดร่วมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎ กระทรวง (ปัจจุบัน 300,000 บาท) (ฎีกาที่ 1608/2540, 3709/2540)
ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ออกความเห็นว่า แม้เจน้ำนายวงแชร์ฝ่าฝืน มาตรา 6 (3) แต่มาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับ นายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ได้ ย่อมแสดงว่า กฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวเป็นโมฆะเสียทั้งหมด ลูกวงแชร์คนอื่นๆ ที่ได้รับเช็คของกำนันยศ จึงฟ้องกำนันยศเป็นคดีอาญาเช็คแชร์ได้ (ฎีกาที่ 4793/2541 และ 427/2542)
ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 แนะนำว่า กำนันยศควร รวบรวมข้อมูลหนี้สินและทรัพย์สิน และทางออกเป็นการแก้ปัญหาโดยเร็ว มีทรัพย์สินใดพอจะตีใช้หนี้เจน้ำได้ควรรีบทำ อย่าอยู่เฉย ไม่พบ ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย
ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 คดีอาญาเกี่ยวกับเช็ค กำนันยศมีโอกาสต่อสู้อยู่มาก แต่หนี้ในคดีแพ่งควรหาทางแก้ไข และกำนันยศยังพอมีที่ทรัพย์สินเป็นที่ดิน เหลืออยู่มาก ควรหาโอกาสขายชำระหนี้ตั้งแต่ต้น ถ้าปล่อยไว้ ดอกเบี้ยจะเยอะ เครดิตจะเสียหาย
ทนายธวัชชัย แจ้งว่า ถ้าว่างๆ กำนันยศควรเข้ามาปรึกษากันว่า จะติดตามทวงถามหนี้ค่าข้าวที่ส่งออกไปรัสเซียแล้วไม่ได้เงิน จะแก้ไขอย่างไร

(ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาที่เกี่ยวข้องกับคดีเช็คแชร์มาลงไว้ให้ทุกท่านได้ศึกษาเพิ่มเติมแล้วครับ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1608/2540

ป.พ.พ. มาตรา 150
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7

โจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดให้มี การเล่นแชร์โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่าสามแสนบาทซึ่งมากกว่า จำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534มาตรา6(3)ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้มีเพียงมาตรา7เท่านั้นที่ให้สิทธิ แก่ลูกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา6โดยมิได้มีบทบัญญัติให้ สิทธิแก่ฝ่ายนายวงแชร์หรือผู้จัดการให้มีการเล่นแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้ สิทธิเรียกร้องเอากับลูกวงแชร์แต่อย่างใดแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของพระราช บัญญัติการเล่นแชร์ฯว่าไม่ประสงค์ที่จะให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่น แชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอากับลูกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา6ดัง นั้นการที่โจทก์เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา150โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เรียกเงินค่าแชร์จากจำเลย

________________________________

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ จำเลย และบุคคลภายนอกอีกหลายคนร่วมกันเล่นแชร์จำนวน 24 หุ้น หุ้นละ 20,000 บาท โดยโจทก์เป็นนายวงแชร์จำเลยเป็นลูกวงแชร์ถือ 1 หุ้น จำเลยประมูลแชร์ได้ในเดือนที่ 14โดยให้ราคาประมูล 3,450 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้วและมีหน้าที่ต้องส่งแชร์อีก 10 เดือน แต่จำเลยชำระให้โจทก์เพียง 3 เดือน อีก 7 เดือนโจทก์ต้องชำระแทนเป็นเงิน 140,000 บาทโจทก์ทวงถามให้จำเลยนำเงินที่โจทก์ออกแทนให้ แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยใช้เงินให้โจทก์จำนวน 147,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นรวม2 วง มีสมาชิกวงแชร์แต่ละวงไม่น้อยกว่า 20 คน มีทุนกองกลางแต่ละวงต่อหนึ่งงวดไม่น้อยกว่า 400,000 บาท แชร์ที่โจทก์จัดให้มีการเล่นดังกล่าวต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ จำเลยใช้เงินแก่โจทก์147,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้น นี้ว่าโจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดให้มีการเล่นแชร์โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันมากกว่าสามแสนบาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการ เล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534มาตรา 6(3) ต้องรับโทษตามมาตรา 17 เท่านั้น หาเป็นเหตุให้สัญญาที่สมาชิกวงแชร์กับนายวงแชร์ที่มีต่อกันตกเป็นโมฆะไม่ นั้นเห็นว่าตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 คงมีบทบัญญัติตามมาตรา 7 เท่านั้นที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายลูกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิ เรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 โดยมิได้มีบทบัญญัติมีสิทธิแก่ฝ่ายนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับลูกวงแชร์แต่อย่างใด ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ว่าไม่ประสงค์ที่จะให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียก ร้องในทางแพ่งเอากับลูกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6ดังนั้น การที่โจทก์เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดัง กล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

( เหล็ก ไทรวิจิตร – ปราโมทย์ ชพานนท์ – สกนธ์ กฤติยาวงศ์ )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3709/2540

ป.พ.พ. มาตรา 150, 898, 900
ป.วิ.พ. มาตรา 55
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7

โจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดให้มี การเล่นแชร์โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่าสามแสนบาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการแชร์พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) และตามพระราชบัญญัติดังกล่าวคงมีบทบัญญัติตามมาตรา 7 เท่านั้น ที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายสมาชิกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้อง เอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 โดยมิได้มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ฝ่ายนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ จะมีการฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับสมาชิกวงแชร์แต่อย่างใดย่อมแสดง ให้เห็นเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการเล่นแชร์พ.ศ. 2534 ว่าไม่ประสงค์ที่จะให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียก ร้องในทางแพ่งเอากับสมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 การที่โจทก์เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดัง กล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อม ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้นเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ก่อน ที่แชร์วงนั้นจะเลิกจึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้มาจากการเล่นแชร์ที่ต้องห้ามชัด แจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระ เงินตามเช็คพิพาท

________________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดจำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2536 รวมเป็นเงิน 495,420 บาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์ได้นำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 532,370.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 495,420 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ซึ่งจำเลยเป็นสมาชิกวงแชร์และโจทก์เป็นนายวงแชร์ ต่อมาแชร์ดังกล่าวล้มเนื่องจากโจทก์ได้กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่น แชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6และมาตรา 17 จนถูกศาลพิพากษาลงโทษมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเกิดจากการเล่นแชร์ที่ ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ เงินจำนวน532,370.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 495,420 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นนายวงแชร์ จำเลยเป็นสมาชิกวงแชร์จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงินจำนวน495,420 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ที่จำเลยประมูลได้เมื่อเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แชร์วงดังกล่าวได้เลิกไปแล้วต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาความผิดต่อพระ ราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯศาลอาญาพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามพระราชบัญญัติการ เล่นแชร์พ.ศ. 2534 มาตรา 6 และมาตรา 17 จำคุก 2 เดือน ปรับ 40,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่าตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะ อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง

(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

คดีนี้โจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัด ให้มีการเล่นแชร์โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่าสามแสนบาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการ เล่นแชร์พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) และตามพระราชบัญญัติดังกล่าวคงมีบทบัญญัติตามมาตรา 7 เท่านั้น ที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายสมาชิกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้อง เอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 โดยมิได้มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ฝ่ายนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ จะมีการฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับสมาชิกวงแชร์แต่อย่างใด ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ว่าไม่ประสงค์ที่จะให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียก ร้องในทางแพ่งเอากับสมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังนั้นการที่โจทก์เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ฝ่าฝืนต่อบท บัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ ก่อนที่แชร์วงนั้นจะเลิก จึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้มาจากการเล่นแชร์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตก เป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้ง สองฉบับ

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

( ระพินทร บรรจงศิลป – ปรีชา เฉลิมวณิชย์ – บุญธรรม อยู่พุก )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4793/2541

ป.พ.พ. มาตรา 150, 173, 900
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7

แม้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการ เล่นแชร์ พ.ศ. 2534ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องใน ทางแพ่งเอากับสมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืน มาตรา 6 ก็ตาม แต่ในมาตรา 7ก็บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ได้ย่อม แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์จำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมเล่นแชร์มีการประมูลแชร์ระหว่าง กันมาตลอดและจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยกันการที่ โจทก์จำเลยซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และย่อมไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ ของโจทก์จำเลยจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 เมื่อธนาคาร ตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่าย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อ ชำระหนี้ จำเลยให้การรับว่าออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์จริง แต่โจทก์ไม่ชำระหนี้แทน จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์จำเลยเป็นฝ่ายยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น มาใหม่เพื่อต่อสู้กับโจทก์ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้ โจทก์เพียงใดหรือไม่และให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน จึงหมายความรวมถึงกำหนดให้จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้ตอบแทนโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ชำระหนี้ให้จำเลย ด้วยจำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบตามที่โจทก์อ้าง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งกำหนดหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคำ สั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)

________________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 100,000 บาทชำระหนี้ค่าแชร์แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย เมื่อถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 625 บาทและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจ มิใช่ตราสำคัญของบริษัทโจทก์และโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเล่นแชร์ แชร์วงนี้เป็นแชร์200,000 บาท เปีย 100,000 บาท มีผู้เล่นรวมเท้าแชร์20 มือ มีทุนกองกลางต่องวดประมาณ 1,600,000 บาท ตกเป็นโมฆะเพราะมีทุนกองกลางต่อ 1 งวด เกิน 300,000 บาทตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยเปียแชร์ได้เมื่องวดเดือนเมษายน 2538แต่จำเลยไม่ได้รับเช็คค่าแชร์หรือเงินสดจากโจทก์เมื่อโจทก์เปียแชร์ได้ ในเดือนกรกฎาคม 2538 จำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ เงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่าหนี้ตามวงแชร์พิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด ไม่ตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วนของนายวงแชร์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงเป็นคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า แชร์วงที่โจทก์จำเลยร่วมกันเล่นมีนายธงชัย เล็กวิกลม เป็นนายวงแชร์และเป็นผู้จัดให้มีการเล่น โจทก์จำเลยกับพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันตลอดมาและจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์วงดังกล่าวให้โจทก์เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องใน ทางแพ่งเอากับสมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 เท่านั้น แต่มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์จำเลยกับพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยกัน แสดงว่าโจทก์จำเลยซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่าง กัน และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์จำเลยจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คดังกล่าวให้โจทก์

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นกรณีอุทธรณ์ว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เมื่อจำเลยไม่ได้รับเงินค่าแชร์จากโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายเช็คให้จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่นำเงินเข้าบัญชี เพื่อให้โจทก์นำเช็คของจำเลยเข้าเรียกเก็บเงินได้ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็ค ให้โจทก์เพียงใดหรือไม่และให้จำเลยนำสืบก่อน แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยเปียแชร์ได้โจทก์สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.5 ชำระหนี้ค่าแชร์ที่จำเลยเปียได้ ไม่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินคงมีคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยว่าไม่ได้รับเช็คจากโจทก์เท่านั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องเพราะโจทก์กล่าวอ้าง ว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยแล้วและจำเลยรับเงินตามเช็คไปแล้ว เป็นหน้าที่โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นตามที่โจทก์อ้าง ไม่ใช่จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่ง กำหนดหน้าที่นำสืบในชั้นชี้สองสถานเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิ อุทธรณ์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ จำเลยให้การรับว่าออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์จริง แต่โจทก์ไม่ชำระหนี้ตอบแทน จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ เห็นได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นมาใหม่เพื่อต่อสู้กับโจทก์ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนจึงหมายความรวมถึงกำหนดให้ จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้ตอบแทนโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ชำระ หนี้ให้จำเลยด้วย จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบตามที่โจทก์อ้าง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งกำหนดหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคำ สั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน

( สถิตย์ ไพเราะ – บุญธรรม อยู่พุก – ชวลิต ศรีสง่า )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2542

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7

ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มี ลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2534) ให้กำหนดทุนกองกลางที่ห้ามมิให้ บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท เมื่อการเล่นแชร์ของโจทก์จำเลยกับพวกมีผู้ร่วมเล่น 18 คน มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันมีมูลค่ามากกว่าสามแสนบาทจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ย่อมตกเป็น โมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้อง ให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คฉบับเดิมหรือเช็คพิพาทได้เพราะเหตุดังกล่าว หนี้ตามเช็คพิพาท จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิด จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บทบัญญัติพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิ แก่สมาชิกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มี การเล่นแชร์ มิได้บัญญัติให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เรียกร้องหนี้สินการ เล่นแชร์จากสมาชิกวงแชร์ดังนี้ บทบัญญัติตามมาตรา 7 ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ยกเว้นมาตรา 6

________________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่าเช็คพิพาทจำเลยออกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็น ายวงแชร์แทนเช็คฉบับเดิมซึ่งจำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์เพื่อชำระค่าเล่นแชร์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่าง หนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎ กระทรวงและมีกฎกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2534) ให้กำหนดทุนกองกลางที่ห้ามมิให้บุคคลธรรมดา เป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท ดังนั้น เมื่อการเล่นแชร์ของโจทก์จำเลยกับพวกมีผู้ร่วมเล่น 18 คน มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมีมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คฉบับเดิมหรือเช็ค พิพาทได้ หนี้ตามเช็คพิพาทจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาก การใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอา กับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ อันเป็นบทบัญญัติเศษยกเว้นมาตรา 6 เมื่อจำเลยออกเช็คชำระหนี้ค่าแชร์และต่อมาได้นำเช็คพิพาทมาเปลี่ยนเช็คฉบับ เดิมเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดนั้น เห็นว่าตามบทบัญญัติมาตรา 7 นั้น ให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ฝ่ายเดียวที่จะฟ้องเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้ จัดให้มีการเล่นแชร์ มิได้บัญญัติให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เรียกร้องหนี้สินการ เล่นแชร์จากสมาชิกวงแชร์ จึงไม่ใช่เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ยกเว้นมาตรา 6 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ คดีโจทก์ไม่มีมูล

พิพากษายืน

( สมจิตร ทองประดับ – สมบัติ เดียวอิศเรศ – เสรี ชุณหถนอม )

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-1-56)

http://thailawconsult.com/index.php?id_cms=102&controller=cms&id_lang=3

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment