อายุความ บัตรเครดิต (ฎีกา 2551 – 2559)

ป.พ.พ. เริ่มนับอายุความ อายุความสะดุดหยุดลง อายุความ มาตรา 193/12, 193/15, 193/34 (7)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7729/2557
จำเลยชำระหนี้ 2,000 บาท แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์และเป็นเหตุทำให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์สะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่งอายุความของมูลหนี้บัตรเครดิตมีกำหนด 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2551 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายระพิพงษ์ ศิริภักดิ์

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 84,104.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 64,062.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862.10 บาทนับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายสมาน พนักงานของโจทก์เบิกความประกอบใบแจ้งยอดรายการบัตรเครดิตพร้อมคำแปลและสำเนาใบสรุปการใช้บัตรยืนยันว่าหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาและจัดส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระหนี้เต็มจำนวนภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ตามใบแจ้งยอดรายการบัตรเครดิตแล้วต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2549 จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 2,000 บาท ซึ่งโจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักทอดยอดค้างชำระให้จำเลย รายละเอียดตามใบสรุปการใช้บัตร แม้นายสมานจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ใบสรุปการใช้บัตรจะระบุว่าเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 มีการชำระเงิน 2,000 บาท โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งโจทก์บันทึกไว้ว่าซีดีเอ็ม หมายถึง เครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ และโจทก์ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ชำระผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติดังกล่าวก็ตาม ก็เห็นได้ว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการทำรายการชำระเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ ที่ต้องอาศัยข้อมูลส่วนตัวของจำเลยเป็นสำคัญซึ่งใบสรุปการใช้บัตรนั้น ก็ยังระบุถึงบัญชีตามหมายเลขบัตรเครดิตของจำเลยหมายเลข 4907 – 3308 – 0160 – 3850 ที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่านอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นร่วมใช้บัตรเครดิตดังกล่าวกับจำเลยหรือชำระหนี้แทนจำเลยด้วย จึงแสดงให้เห็นว่าเป็นการชำระหนี้โดยใช้ข้อมูลส่วนตัวของจำเลยผ่านบัญชีบัตรเครดิตของจำเลยที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเฉพาะตัวผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์ สาขาเดอะมอลล์บางแค ซึ่งระบุสาขา 162 ประกอบกับใบสรุปการใช้บัตรยังระบุชื่อจำเลย หมายเลขบัตรเครดิตซึ่งเป็นของจำเลยที่โจทก์เป็นผู้ออกให้ แม้จะระบุข้อความ เพเม้นต์รีซีฟทีเอชเค 22003 2000.00 ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ชำระก็ตาม ก็เห็นได้ว่าเป็นรายการชำระหนี้ที่ทำผ่านบัญชีหมายเลขบัตรเครดิตของจำเลย และเป็นการชำระหนี้หลังพ้นกำหนดที่โจทก์กำหนดให้จำเลยชำระหนี้เพียงเดือนเศษซึ่งยังมีเวลาเกือบ 2 ปี คดีจึงจะขาดอายุความ ทั้งโจทก์ก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักทอนกับหนี้ของจำเลยที่ยังค้างชำระตามใบสรุปการใช้บัตร ซึ่งหากไม่เป็นความจริง โจทก์คงไม่นำไปหักทอนกับยอดหนี้ของจำเลยเช่นนั้นเป็นแน่ และไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับจำเลยจะยอมชำระหนี้แทนจำเลยซึ่งผิดวิสัย โจทก์เป็นสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจการธนาคาร ไม่มีเหตุผลที่จะทำหลักฐานเท็จขึ้นเช่นนั้น ส่วนจำเลยไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ 2,000 บาท แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์จริง ถือได้ว่าจำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์และเป็นเหตุทำให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์สะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งอายุความของมูลหนี้บัตรเครดิตมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2551 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลย แม้ปัญหาดังกล่าวคู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงกันมาเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม แต่คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

(ณัฎฐชัย ไวยภาษจีรกุล – เมทินี ชโลธร – สุพจน์ กิตติรักษนนท์)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
กมล ธีระเวชพลกุล – ตรวจ

แพ่ง อายุความ (มาตรา 193/34 (7))
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2484/2556
จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ม. จำกัด (มหาชน) เบิกเงินด้วยเช็คที่ได้รับจากธนาคารเพียง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 22 และ 28 สิงหาคม 2534 เป็นเงิน 3,100 บาท และ 3,000 บาท เฉพาะส่วนนี้เท่านั้นถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี แต่ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว มีข้อตกลงว่าเป็นการเปิดบัญชีเพื่อวีซ่าและในข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีจำเลยมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่ธนาคาร จำเลยตกลงให้โอนมาหักกลบลบหนี้ พยานโจทก์เบิกความว่า นอกจากการใช้เช็คเบิกถอนเงิน 2 รายการดังกล่าวแล้ว จำเลยมิได้ใช้เช็คเบิกถอนเงินอีก รายการเป็นหนี้ต่อมาล้วนเป็นการถอนเป็นเงินโอนที่ใช้รหัส X W D จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าทั้งสิ้น แม้จะมีข้อตกลงให้ธนาคาร ม. จำกัด (มหาชน) หักบัญชีหรือโอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไปชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิต แต่จะให้ถือว่าหนี้ดังกล่าวกลายเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ด้วยหาได้ไม่ ต้องถือว่ายังคงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตอยู่เช่นเดิมซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยนับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความ เฉพาะหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดในต้นเงิน 6,100 บาท ซึ่งมีอายุความ 10 ปี เท่านั้นจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายสันทัตหรือสันทัด วณิชพันธุ์

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาธนาคารดังกล่าวควบรวมกิจการกับโจทก์ จำเลยตกลงใช้บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวในการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นบัญชีเป็นบัญชีเดินสะพัดแล้วเบิกถอนเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเป็นการหักทอนชำระหนี้เรื่อยมาจนวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 สัญญาเลิกกัน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 370,828.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของเงินต้น 323,755.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อทำสัญญาการใช้บัตรเครดิต ไม่ใช่ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหรือบัญชีเดินสะพัด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะสิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ทดรองไปตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2540 ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 149,743.95 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2534 จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เลขที่ 001-3-21874-9 ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงใช้เช็คสั่งจ่ายหรือถอนเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีในลักษณะบัญชีเดินสะพัด โดยถือเป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี คำนวณแบบทบต้นตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ทุกวันสิ้นเดือน หลังจากนั้นจำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินและนำเงินเข้าฝากเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาจนวันที่ 2 มกราคม 2540 มีการโอนเงินชำระหนี้ 4,872,.77 บาท คงเหลือหนี้ 147,282.98 บาท หลังจากนั้นไม่มีการถอนเงินจากบัญชีหรือนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีอีก คงมีแต่การคิดดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือน สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2540 จำเลยเป็นหนี้ 149,743.95 บาท จนวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการกับโจทก์ บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยเปลี่ยนไปใช้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ สาขาสำนักสวนมะลิ เลขที่ 153 – 6 – 05468 – 2
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้บัตรเครดิตวีซ่า หนี้ทั้งหมดเกิดจากการใช้บัตรเครดิต จึงมีอายุความ 2 ปี สัญญาการใช้บัตรเครดิตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2540 นับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันฟ้องเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า หลังจากจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยเบิกเงินด้วยเช็คที่ได้รับจากธนาคารเพียง 2 ครั้ง มื่อวันที่ 22 และ 28 สิงหาคม 2534 เป็นเงิน 3,100 บาท และ 3,000 บาท ตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.6 เฉพาะส่วนนี้เท่านั้นถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน มีข้อตกลงว่าเป็นการเปิดบัญชีเพื่อวีซ่าและในข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีจำเลยมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่ธนาคาร จำเลยตกลงให้โอนมาหักกลบลบหนี้ ประกอบนายภิญโญพยานโจทก์เบิกความเจือสมเรื่องนี้ว่า นอกจากการใช้เช็คเบิกถอนเงิน 2 รายการดังกล่าวแล้ว จำเลยมิได้ใช้เช็คเบิกถอนเงินอีก รายการเป็นหนี้ต่อมาล้วนแต่เป็นการถอนเป็นเงินโอนที่ใช้รหัส X W D จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าทั้งสิ้นดังที่จำเลยนำสืบ แม้จะมีข้อตกลงให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) หักบัญชีหรือโอนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไปชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตแต่จะให้ถือว่าหนี้ดังกล่าวกลายเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ด้วยหาได้ไม่ ต้องถือว่ายังคงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตอยู่เช่นเดิม ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยนับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความ เฉพาะหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดในต้นเงิน 6,100 บาท ซึ่งมีอายุความ 10 ปี เท่านั้นจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง หากในช่วงใดโจทก์ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ย กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 14 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงเวลานั้นได้ ศาลฎีกาจึงเป็นสมควรแก้ไขให้อัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นไปตามประกาศของโจทก์ที่จะประกาศต่อ ๆ ไปตามสภาวะตลาดการเงิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,100 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันฟ้อง ส่วนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระในอัตราลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาตามประกาศของโจทก์ ฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อๆ ไป ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 14 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(อภิรัตน์ ลัดพลี – วีระวัฒน์ ปวราจารย์ – วิรุฬห์ แสงเทียน)
จุลเจษฎ์ ฉัตราคม – ย่อ
วัฒนา วิทยกุล – ตรวจ

แพ่ง อายุความสะดุดหยุดลง อายุความ (มาตรา 193/14 (1), 193/15, 193/34 (7))
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6541/2555
แม้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตวีซ่าในใบคำขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ามีข้อความว่า ผู้ใช้บริการตกลงที่จะชำระเงินให้แก่ธนาคารโดยวิธีการหักบัญชีระหว่างกัน การหักบัญชีตามจำนวนเงินที่ธนาคารจ่ายแทนผู้ใช้บริการไปก่อนจนมีผลให้บัญชีปรากฏยอดเป็นลูกหนี้ธนาคาร ผู้ใช้บริการยอมรับว่ายอดหนี้ดังกล่าวเป็นการขอเบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคาร และยินยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยจากผู้ใช้บริการได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีของธนาคาร ในกรณีที่ผู้ใช้บริการมีวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่กับธนาคาร ผู้ใช้บริการยินยอมให้ธนาคารนำเงินที่ธนาคารจ่ายแทนผู้ใช้บริการลงเป็นยอดหนี้ในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของผู้ใช้บริการได้ ซึ่งผู้ใช้บริการมีหน้าที่ที่จะต้องชำระคืนให้แก่ธนาคารตามข้อสัญญาในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีผู้ใช้บริการ
ได้ทำไว้กับธนาคารทุกประการ และแม้ตมรายการบัญชีกระแสรายวัน นอกจากจะมีหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสองใบแล้ว ยังรวมหนี้ที่จำเลยเบิกเงินด้วยเช็คและหนี้อันเกิดจากนำเช็คฝากเข้าบัญชีด้วยก็ตาม จะให้ถือว่าการที่โจทก์นำหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตไปลงและหักทอนในบัญชีกระแสรายวันกลายเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ด้วย หาได้ไม่ แต่ต้องถือว่าหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตยังคงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตตามเดิม มิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)
หนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตและหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดรวมอยู่ในบัญชีกระแสรายวัน ข้อความในหนังสือที่จำเลยรับรองว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตและหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/15 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี หนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตซึ่งมีอายุความ 2 ปี จึงขาดอายุความ ส่วนหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ยังไม่ขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายอมรชัยหรือจิรกิตติ์ กสิยพงศ์

โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงิน 2,305,874.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี จากต้นเงิน 828,383.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 823,132.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และนับตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไป 5 ปี แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า “…พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันทำใบขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่าและบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด กับทำหนังสือขออายัดบัตรเครดิตวีซ่าและบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดและขอทำบัตรใหม่ตามลำดับ
…มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า หนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตมีอายุความเพียง 2 ปี ส่วนหนี้ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เมื่อนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2533 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยเบิกเงินครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้อง เกิน 10 ปีแล้ว ส่วนเหตุตามหนังสือเอกสารหมาย จ.18 ก็ไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีนี้ที่เมื่อจำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันแล้ว จำเลยเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็คที่โจทก์มอบให้ และนำเช็คฝากเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินหลายครั้งตามบัญชีกระแสรายวัน ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าโจทก์กับจำเลยได้มีสัญญาเดินสะพัดต่อกันซึ่งมีอายุความ 10 ปี นั้นชอบแล้ว แต่หนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต แม้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตวีซ่าในใบคำขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ามีข้อความว่าผู้ใช้บริการ (หมายถึงจำเลย) ตกลงที่จะชำระเงินให้แก่ธนาคาร (หมายถึงโจทก์) โดยวิธีการหักบัญชีระหว่างกัน การหักบัญชีตามจำนวนเงินที่ธนาคารจ่ายแทนผู้ใช้บริการไปก่อนจนมีผลให้บัญชีปรากฏยอดเป็นลูกหนี้ธนาคาร ผู้ใช้บริการยอมรับว่ายอดหนี้ดังกล่าวเป็นการขอเบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคาร และยินยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยจากผู้ใช้บริการได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีของธนาคาร ในกรณีที่ผู้ใช้บริการมีวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่กับธนาคาร ผู้ใช้บริการยินยอมให้ธนาคารนำเงินที่ธนาคารจ่ายแทนผู้ใช้บริการลงเป็นยอดหนี้ในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของผู้ใช้บริการได้ ซึ่งผู้ใช้บริการมีหน้าที่ที่จะต้องชำระคืนให้แก่ธนาคารตามข้อสัญญาในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ผู้ใช้บริการได้ทำไว้กับธนาคารทุกประการและน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายวรวุฒิ เจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์สาขาช่องนนทรี ประกอบบัญชีกระแสรายวันว่า โจทก์นำหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสองใบมาลงและหักทอนในบัญชีกระแสรายวัน ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตวีซ่าดังกล่าวและข้อตกลงการฝากเงินบัญชีกระแสรายวันในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันก็ตาม และแม้ตามรายการบัญชีกระแสรายวัน นอกจากหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสองใบแล้ว ยังรวมหนี้ที่จำเลยเบิกเงินด้วยเช็คและหนี้อันเกิดจากนำเช็คฝากเข้าบัญชีดังวินิจฉัยมาก็ตาม จะให้ถือว่าการที่โจทก์นำหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตไปลงและหักทอนในบัญชีกระแสรายวันกลายเป็นหนี้ตมสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งอายุความ 10 ปี ด้วยหาได้ไม่ แต่ต้องถือว่าหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตยังคงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตอยู่ตามเดิม มิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ซึ่งหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับหนังสือตามเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งลงวันที่ 2 สิงหาคม 2534 นั้น…หนังสือตามเอกสารหมาย จ.18 มีข้อความว่า ตามที่ได้มีหนังสือถึงจำเลยเกี่ยวกับ เรื่องเงินตามบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์เป็นเงินประมาณ 900,000 บาท นั้น เนื่องจากจำเลยจะขายที่ดินที่วังทองหลาง บางกะปิ ประมาณ 4,000,000 บาท แต่ยังตกลงกันไม่สำเร็จ จำเลยจึงขอผ่อนผันนำเข้าบัญชีธนาคารโจทก์ ผ่อนชำระให้เดือนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท ทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2534 นี้ขอทางโจทก์ให้ผ่อนชำระตามนี้ด้วย แต่หากขายที่ดินได้ก่อนครบจำเลยจะชำระให้ทีเดียวเลย ตามหนังสือดังกล่าวแม้กล่าวถึงแต่หนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต แต่ในช่วงเวลานั้นหนี้ทุกประเภทที่รวมอยู่ในบัญชีกระแสรายวันมีทั้งหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตและหน้าตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดรวมอยู่ด้วยแล้วมีประมาณ 900,000 บาท จึงเห็นได้ว่าที่กล่าวถึงจำนวนหนี้ว่าประมาณ 900,000 บาท ก็คือหนี้ทุกประเภทที่รวมอยู่ในบัญชีกระแสรายวันนั่นเอง และข้อความตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยรับรองว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตและหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/15 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี หนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตซึ่งมีอายุความ 2 ปี จึงขาดอายุความ ส่วนหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ยังไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงและรูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้ นำมาปรับใช้กับคดีนี้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังข้อบางส่วนฎีกาประการอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดในต้นเงินคิดถึงวันที่ 7 มกราคม 2534 จำนวน 823,132.09 บาท นั้น เป็นต้นเงินที่รวมเอาหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตพร้อมดอกเบี้ยทบต้นรวมเข้าไปด้วย เมื่อหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตขาดอายุความดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยก็ไม่ต้องรับผิด ต้องพิพากษาแก้ไขต้นเงินเสียใหม่ให้เหลือแต่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น นอกจากนี้ เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาร้อยละ 14.25 ต่อปี ศาลชั้นต้นกำหนดให้รับผิดเพียงร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาและปรากฏว่าโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปเป็นระยะๆ หลายอัตรา ทุกอัตราเกินกว่าร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปอัตราร้อยละ 12 ต่อปี แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีคงที่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น หากต่อไปช่วงใดโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ในอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดหักต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้นของหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสองใบทั้งหมดจนถึงวันที่ 7 มกราคม 2534 ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ออกเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ถือเป็นต้นเงินที่จำเลยต้องชำระ ให้จำเลยชำระต้นเงินที่เหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2543) ย้อนหลังลงไป 5 ปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยชำระในอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาตามประกาศของโจทก์ฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อๆ ไปตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ประทีป ดุลพินิจธรรม – มานัส เหลืองประเสริฐ – ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์)
ณัฎฐ์พงษ์ สมศักดิ์ – ย่อ
กำพล ษมาคุณากร – ตรวจ

แพ่ง การเริ่มนับกำหนดระยะเวลา อายุความ อายุความสะดุดหยุดลง เริ่มนับอายุความใหม่ (มาตรา 193/3 วรรคสอง 193/5 วรรคหนึ่ง, 193/14 (1), 193/15)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2554
ตามสำเนาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มีไปถึงจำเลย ระบุวันกำหนดชำระหนี้หักบัญชีภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน เมื่อจำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดครั้งสุดท้ายวันที่ 12 ธันวาคม 2540 วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 25 มกราคม 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปีในวันที่ 26 มกราคม 2543 ปรากฏว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว วันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2543 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 18 มกราคม 2545 ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว วันที่ 25 ธันวาคม 2544 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2544 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 26 ธันวาคม 2546 ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว วันที่ 31 มกราคม 2545 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเป็นครั้งสุดท้าย อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อีกครั้ง จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 13 มกราคม 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย นางนวลศรี งามสถิล

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ 130,706.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 63,630 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลย โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ก่อนฟ้องขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 64,415.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 63,630 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 20,000 บาท 1,000 บาท และ 1,000 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์วันที่ 17 มกราคม 2543 วันที่ 25 ธันวาคม 2544 และวันที่ 31 มกราคม 2545 ตามลำดับ ไปหักจากดอกเบี้ยที่คิดได้ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “….พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ประเภทบัตรวีซ่าทองธนาคารกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2537 จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดครั้งสุดท้ายในวันที่ 12 ธันวาคม 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า กรณีจำเลยทราบกำหนดการชำระหนี้ตามสำเนาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตแล้วหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายอนุสรณ์ บุศยรัตน์ เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ตกลงรับจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โดยมีเงื่อนไขการชำระหนี้คืน ตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตและบันทึกการพิจารณาบัตรเครดิต หลังจากจำเลยรับบัตรเครดิตไปแล้ว จำเลยได้นำไปใช้ซื้อสินค้าและเบิกเงินสดเรื่อยมา โดยโจทก์ส่งใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตให้จำเลยแล้ว ตามสำเนาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตและคำแปล เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตว่าด้วยระเบียบและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ข้อ 8 วรรคแรก ระบุว่า “ในกรณีผู้ถือบัตรได้ชำระเงินค่าสินค้า/ค่าบริการ/ค่าธรรมเนียม รวมทั้งเงินสดที่ถอนไปล่วงหน้าครบถ้วนตามจำนวนเงิน และวันที่ที่ถึงกำหนดชำระซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งยอดใช้จ่ายของธนาคารทั้งจำนวน ผู้ถือบัตรย่อมได้รับการผ่อนผันไม่ต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น” ส่วนวรรคสอง ระบุว่า “หากผู้ถือบัตรไม่สามารถชำระหนี้ตามวรรคก่อนให้ครบถ้วนในคราวเดียวกันตามจำนวนและวันที่ที่ถึงกำหนดชำระ ซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งยอดใช้จ่าย…” และข้อ 16 ระบุว่า “เมื่อธนาคารส่งใบแจ้งยอดใช้จ่ายอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า/ค่าบริการ/ค่าธรรมเนียม และเงินสดที่ถอนไปล่วงหน้าให้ผู้ถือบัตรรับทราบและทำการตรวจสอบความถูกต้องเดือนละครั้ง หากผู้ถือบัตรไม่ทำการทักท้วงภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับใบแจ้งยอดใช้จ่ายจากธนาคาร ให้ถือว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในใบแจ้งยอดใช้จ่ายที่ผู้ถือบัตรจะต้องชำระเป็นยอดหนี้ที่ถูกต้อง…” ส่วนใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตของโจทก์ตามสำเนาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตทุกฉบับที่มีไปถึงจำเลยนั้น ระบุวันกำหนดชำระหนี้/หักบัญชีภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน คดีฟังได้ว่าฝ่ายโจทก์มีการสืบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทราบกำหนดการชำระหนี้แล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และประเด็นดังกล่าวนี้จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้าหรือเบิกเงินสดและชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา มิได้ทักท้วงว่าใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างมใด จึงรับฟังได้ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทราบแล้วว่าวันกำหนดชำระหนี้และหักบัญชีภายในวันที่ 25 ของทุกเดือนเมื่อจำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดครั้งสุดท้ายในวันที่ 12 ธันวาคม 2540 ดังนั้น วันครบกำหนดชำระหนี้ คือวันที่ 25 มกราคม 2541 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดครั้งสุดท้ายในวันที่ 12 ธันวาคม 2540 ดังนั้น วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 25 มกราคม 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 26 มกราคม 2543 เมื่อพิจารณาตรวจสอบใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตตามสำเนาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า วันที่ 17 มกราคม 2543 ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 2,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193./15 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2543 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 18 มกราคม 2545 แต่วันที่ 25 ธันวาคม 2544 ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 1,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2544 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 26 ธันวาคม 2546 แต่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มกราคม 2545 อยู่ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว เป็นการชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 1,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เช่นกัน จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องในวันที่ 13 มกราคม 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(กษิดิ์เดช – จีนสลุต – ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน – ไสลเกษ วัฒนพันธุ์)
ฐิติมานันท์ อุณหพิพัฒพงศ์ – ย่อ
วรพจน์ วัชรางค์กุล – ตรวจ

แพ่ง อายุความ (มาตรา 193/34)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7912/2553
จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ก. ในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ในวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคาร ก. แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคาร ก. อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคาร ก. ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนีจากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคาร ก. บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา ปรากฏว่าหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคาร ก. หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่องมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคาร ก. และโจทก์ได้ และต้องเริ่มนับอายุความจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย นางพรพรรณ เพรียวพานิช

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 642,352.07 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ 2.75 ต่อปี ของต้นเงิน 96,074.79 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินบัญชีสินเชื่อธนวัฎ 233,432.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ (ที่ถูก เป็นไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่) ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 121,334.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 96,074.79 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้หากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดลดลงต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงตามนั้นและต้องไม่เกินอัตราที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเรียกได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2535 จำเลยทำสัญญาใช้บัตรเครดิตกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ ต่อมาปี 2545 ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์…
จำเลยอ้างเป็นข้อต่อมาว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการขาดอายุความ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายนพดลพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้
นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุวาม2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา และตามเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏว่าหลังจากที่อายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ และต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการ 121,344.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 96,074.79 บาท ให้แก่โจทก์…”
พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์

(กรองเกียรติ คมสัน – เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ – โสภณ โรจน์อนนท์)
นวชาติ ยมะสมิต – ย่อ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร – ตรวจ

แพ่ง การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ อายุความ (มาตรา 193/28, 193/34 (7))
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2553
จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้า โดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง อันเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการงานต่างๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้แล้ว โจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำหนดอายุความแล้ว คดีจึงขาดอายุความ และการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การชำระหนี้ภายหลังขาดอาหยุความแล้วเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28

โจทก์ บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด
จำเลย นายจุมพล โพธิ์ศรีวิสุทธิกุล

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระหนี้ 340,004.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินต้น 322,798.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 322,798.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้า โดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์
ในภายหลัง อันเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้แล้วโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึงเป็นสมาชิกที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำหนดอายุความแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท เป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า การรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ คดีนี้จำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น”
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(พิสิฐ ฐิติภัค – ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว – สุทธิโชค เทพไตรรัตน์)
นันดา สุดคนึง – ย่อ
สิทธิโชค อินทรวิเศษ – ตรวจ

หมายเหตุ
การรับสภาพหนี้ที่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 นั้น ถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ซึ่งจะต้องมีผู้รับการแสดงเจตนารับสภาพหนี้ เจ้าหนี้หาต้องมาเป็นคู่สัญญาหรือมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเป็นคู่สัญญาด้วยก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 306/2538) แต่บุคคลภายนอกที่มิได้เป็นลูกหนี้จะเข้าผูกพันตนชำระหนี้แทนก็ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2537) ทั้งการรับสภาพหนี้เป็นเพียงการยอมรับสภาพความรับผิดในมูลหนี้เดิมหาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2537 และที่ 5587/2538) ซึ่งถ้าหากลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยทำเป็นหนังสือ ชำระหนี้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกันหรือกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยให้เห็นเป็นปริยายว่า ลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้นั้นจริงแล้ว ก็เป็นการรับสภาพหนี้ มีผลให้อายุความที่โจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้สะดุดหยุดลง โดยมิให้นับระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนเข้าในอายุความ และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามมูลหนี้เดิมตั้งแต่เวลานั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2709/2538 และ 3831/2547) นอกจากนี้การรับสภาพหนี้ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป การรับสภาพหนี้จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลอื่นๆ แล้วนำไป เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือรับสภาพหนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2537)

คำถามที่น่าคิดมีว่า ถ้าลูกหนี้รู้อยู่แล้วและยอมรับสภาพความเป็นหนี้โดยมีการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งหรือเป็นปริยายว่าลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้ เช่น ลูกหนี้ติดต่อประนอมหนี้ทางโทรศัพท์กับเจ้าหนี้หรือลูกหนี้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ยอมรับว่าเป็นลูกหนี้และติดต่อขอลดหนี้ หรือแม้กระทั่งลูกหนี้ติดต่อโดยผ่านญาติมิตร เพื่อนพ้องของลูกหนี้เพื่อต่อรองหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือหรือมีพยานเอกสารมาแสดง แต่พฤติการณ์ต่างๆ ถือเป็นการประนอมหนี้ที่ซึ่งอาจมีผลทำให้อายุความที่เจ้าหนี้จะบังคับได้สะดุดหยุดลงเช่นกัน แต่เมื่อวิธีการต่างๆ ข้างต้นไม่สำเร็จลูกหนี้ย่อมต้องชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้บางส่วน แม้การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวจะกระทำภายหลังล่วงเลยอายุความหรือครบอายุความที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องกับลูกหนี้แล้ว กรณีนี้จะเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเพียงมีผลให้ลูกหนี้ไม่อาจเรียกคืนได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28
คำตอบ แนวคิดแรกเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้ที่เดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ที่ 7354/2546 และที่ 1482/2547 ที่แปลความเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า การรับสภาพหนี้โดยวิธีการชำระหนี้บางส่วนต้องกระทำก่อนครบกำหนดอายุความเท่านั้น มิเช่นนั้นถือเป็นการชำระหนี้โดยลูกหนี้ไม่มีสิทธิเรียกคืนได้ ซึ่งเป็นการแปลความเจตนารมณ์ของกฎหมายให้มีผลร้ายต่อเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง
คำตอบ แนวคิดที่สองเห็นว่า เมื่อการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารหรือต้องทำเป็นหนังสือแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2537) ดังนั้น แม้ต่อมาจะล่วงเลยอายุความที่เจ้าหนี้อาจบังคับเอากับลูกหนี้ได้ แต่เมื่อลูกหนี้เองยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง โดยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วนั่นย่อมยิ่งกว่าเป็นการกระทำโดยปริยายว่าลูกหนี้เป็นหนี้
เจ้าหนี้ โดยเฉพาะการรับสภาพหนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 หมวด 1 เรื่องอายุความ ก็มิได้บัญญัติให้ต้องมีการรับสภาพหนี้ก่อนครบอายุความแต่อย่างใด การตีความให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์โดยลูกหนี้เองก็ยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้ย่อมไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การรับสภาพหนี้ภายหลังครบอายุความเป็นผลร้ายแก่เจ้าหนี้และไม่อาจบังคับได้ น่าจะต้องบัญญัติกฎหมายไว้ให้ชัดแจ้ง มิใช่บัญญัติไว้เพียงให้ลูกหนี้จะเรียกคืนเงินที่ชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ภายหลังครบอายุความไม่ได้เท่านั้น
ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติได้ว่า มีการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 โดยก่อนหน้านี้โจทก์มีการแจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยทราบในแต่ละงวดที่เรียกเก็บเงิน ถือได้ว่าหนี้ถึงกำหนดชำระตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละครั้ง เมื่อจำเลยไม่ชำระตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ โจทก์ก็อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัด แต่เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ดังกล่าว อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 และอายุความย่อมเริ่มนับใหม่ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา (วันที่ 11 มิถุนายน 2550) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อนับระยะเวลาถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 สิงหาคม 2550) คดีนี้โจทก์น่าจะอยู่ภายในอายุความ 2 ปี ทั้งนี้ เทียบเคียงตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2547 พิสิฐ ธรรมกุล

วิธีพิจารณาความแพ่ง คำท้า, ประนีประนอมยอมความ, ข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น, ฎีกาข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาในศาลล่าง (มาตรา 84 วรรคหนึ่ง, 138, 225 วรรคหนึ่ง, 249 วรรคหนึ่ง)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575/2552
ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายด้วยการถอนเงินสดจำนวน 3,000 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2540 ในวันดังกล่าวมียอดเงินค้างชำระจำนวน 36,995.77 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยนำเงินเข้าบัญชีจำนวน 2,000 บาท ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามข้อเท็จจริงที่รับกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามข้อเท็จจริงที่แถลงรับกันโดยไม่ต้องสืบพยาน และถือเอาคำวินิจฉัยของศาลเป็นข้อแพ้ชนะ หากศาลวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความก็ต้องพิพากษายกฟ้อง แต่หากวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความก็ต้องพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าหรือมีการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีโดยไม่ได้มีการถอนฟ้อง ซึ่งมีผลผูกพันคู่คามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 มกราคม
2540 แล้ว จำเลยได้ชำระหนี้โดยนำเงินเข้าบัญชีให้แก่โจทก์เรื่อยมา อายุความจึงสะดุดหยุดลง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น ความมุ่งหมายของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกัน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 หามีผลบังคับแก่คดีไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย นางพัชรี เพ็งทอง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามมูลหนี้บัตรเครดิตรวม 57,100.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 36,995.77 บาท และค่าธรรมเนียม 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า นับตั้งแต่จำเลยใช้บัตรเครดิตตามฟ้องถึงวันที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เกินกว่า 2 ปี และการคิดคำนวณดอกเบี้ยตามฟ้องเกินกว่า 5 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ก่อนสืบพยาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายด้วยการถอนเงินสดจำนวน 3,000 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2540 ในวันดังกล่าวมียอดต้นเงินค้างชำระจำนวน 36,995.77 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยนำเงินเข้าบัญชีจำนวน 2,000 บาท ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไปตามข้อเท็จจริงที่รับกันดังกล่าวข้างต้น
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ จำเลยให้การต่อสู้เฉพาะเรื่องอายุความ ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกัน จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายด้วยการถอนเงินสดจำนวน 3,000 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2540 ในวันดังกล่าวมียอดเงินค้างชำระจำนวน 36,995.77 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยนำเงินเข้าบัญชีจำนวน 2,000 บาท ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไปตามข้อเท็จจริงที่รับกันดังกล่าวข้างต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2548 พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามข้อเท็จจริงที่แถลงรับกันโดยไม่ต้องสืบพยานและถือเอาคำวินิจฉัยของศาลเป็นข้อแพ้ชนะ หากศาลวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความก็ต้องพิพากษายกฟ้อง แต่หากวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความก็ต้องพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำท้าหรือมีการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีโดยไม่ได้มีการถอนฟ้อง ซึ่งมีผลผูกพันคู่คามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2540 แล้ว จำเลยได้ชำระหนี้โดยนำเงินเข้าบัญชีให้แก่โจทก์เรื่อยมา อายุความจึงสะดุดหยุดลง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น ความมุ่งหมายของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกัน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หามีผลบังคับแก่คดีไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย”
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(อิศเรศ ชัยรัตน์ – ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ – ไมตรี ศรีอรุณ)
ประจักษ์ธรรม โรจนะภิรมย์ – ย่อ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร – ตรวจ

แพ่ง บัญชีเดินสะพัด (มาตรา 856)
วิธีพิจารณาความแพ่ง บรรยายฟ้อง (มาตรา 172 วรรคสอง)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2551
โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกขอใช้บัตรเครดิตและได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตจากโจทก์แล้วและระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต การชำระหนี้ ระยะเวลาชำระหนี้ ตลอดจนการคำนวณหนี้และดอกเบี้ยกันอย่างไร จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตกับโจทก์ด้วยวิธีการใดและเป็นหนี้จำนวนเท่าใด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตย่อมต้องมีข้อตกลงต่างหากจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ เท่ากับโจทก์ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์และคำขอบังคับมาในคำฟ้อง จึงต้องพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ

โจทก์ บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายวิวัฒน์หรือกิตติ จรัสรุ่งโรจน์กุล

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2530 จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาสี่แยกบางนา บัญชีเลขที่ 056 -1 -xxxxx เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลย และยินยอมปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของโจทก์ การสั่งจ่ายหรือเบิกถอนเงินในบัญชีกระแสรายวันจำเลยตกลงใช้เช็คของโจทก์สาขาสี่แยกบางนาหรือเอกสารอื่นใดที่โจทก์ยินยอมด้วยเป็นหลักฐานแห่งการเบิกถอนและหรือหักทอนเงินในบัญชีเดินสะพัดต่อกัน หากเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็คและเอกสารอื่นและโจทก์ผ่อนผันจ่ายให้ไปก่อน จำเลยตกลงจะชดใช้เงินในส่วนที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีไปแล้วคืนให้โจทก์ โดยถือเสมือนว่าจำเลยได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ โดยยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีทางการค้าของธนาคารพาณิชย์ โจทก์จะคิดคำนวณดอกเบี้ยหักทอนบัญชีทุกวันสุดท้ายของเดือน ต่อมาจำเลยได้ใช้เช็คและหลักฐานอื่นที่โจทก์ยินยอมด้วยเป็นหลักฐานในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวหลายครั้งและนำเงินเข้าหักทอนบัญชีกันเรื่อยมา แต่จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัดครั้งสุดท้ายวันที่ 30 สิงหาคม 2534 จำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 480,170.42 บาท ดอกเบี้ย 9,827.31 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,170.42 บาท นับแต่ วันที่ 30 สิงหาคม 2534 จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2535 และค่าธรรมเนียม 500 บาท รวมเป็นต้นเงิน 480,670.42 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 355,194.61 บาท รวมเป็นเงิน 835,865.03 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 835,865.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,670.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์จะนำยอดหนี้การใช้บัตรเครดิตมาหักทอนบัญชีในบัญชีกระแสรายวันตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้การใช้บัตรเครดิตถือเป็นหลักฐานอื่นใดที่โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมนำมาคิดคำนวณในบัญชีกระแสรายวันได้ ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ตั้งรูปคดีมาในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยขอเปิดบัญชีกับโจทก์เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลย การสั่งจ่ายหรือเบิกถอนเงินจากบัญชีตกลงใช้เช็คของโจทก์หรือเอกสารอื่นใดที่โจทก์ยินยอม มีการหักทอนบัญชีทุกวันสุดท้ายของเดือน และตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ อันเป็นการฟ้องเรียกหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งเป็นสัญญาซึ่งบุคคล 2 คน ตกลงกันว่าสืบแต่นั้นไปหรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้หรือหักกลบลบหนี้กันทั้งหมดหรือบางส่วนอันเกิดขึ้นแก่กิจการในระหว่างบุคคลทั้งสองนั้น ตามบัญชีหนี้ที่ได้จัดทำขึ้น ตามมาตรา 856 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกขอใช้บัตรเครดิตและได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตจากโจทก์แล้ว และระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต การชำระหนี้ ระยะเวลาชำระหนี้ ตลอดจนการคำนวณหนี้และดอกเบี้ยกันอย่างไร จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตกับโจทก์ด้วยวิธีการใด เป็นหนี้จำนวนเท่าใด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตย่อมต้องมีข้อตกลงต่างหากจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้เท่ากับโจทก์ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์และคำขอบังคับมาในคำฟ้อง จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นที่กล่าวมาในคำฟ้อง ดังนั้น โจทก์จะนำหนี้การใช้บัตรเครดิตมาหักทอนบัญชีในบัญชีกระแสรายวันอย่างบัญชีเดินสะพัดตามที่กล่าวมาในคำฟ้องหาได้ไม่ ทั้งเนื่องจากตามบัญชีกระแสรายวันพร้อมคำแปลและรายการคำนวณดอกเบี้ย โจทก์ได้นำหนี้การใช้บัตรเครดิตมาคำนวณระคนปนกับหนี้การใช้เช็คของโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวัน และคิดดอกเบี้ยการใช้บัตรเครดิตแบบทบต้น ทำให้ไม่อาจทราบจำนวนหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดมีเท่าใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(สถิตย์ ทาวุฒิ – ชวลิต ตุลยสิงห์ – อิศเรศ ชัยรัตน์)
ศศธร น้อยโสภณ – ย่อ
มัณทรี อุชชิน – ตรวจ

ป.พ.พ. มาตรา 193/14(1), 193/34(7)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551
การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายสัญญศักดิ์ นันทเจริญกุล

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 82,316.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 57,060.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,060.09 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (25 ตุลาคม 2544) ต้องไม่เกิน 25,256.88 บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2542 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 สิงหาคม 2542 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ในเวลาที่โจทก์กำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2542 และเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่นั้นมา หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก โดยได้ความจากนางสมพรพยานโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนในธนาคารโจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลยเมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ซึ่งตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตข้อ 2 ระบุว่า ธนาคารมีสิทธิที่จะแจ้งยกเลิกการใช้หรือเรียกคืนเมื่อใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลและไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้า กรณีนี้ผู้ถือบัตรไม่มีสิทธิใช้บัตรเครดิตอีกต่อไป การที่โจทก์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลย จึงถือว่าโจทก์เลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว สัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกันนับแต่เวลาดังกล่าว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง สัญญาบัตรเครดิตรวมทั้งข้อตกลงที่ให้โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย ซึ่งเป็นเงื่อนไขการชำระหนี้บัตรเครดิตตามที่ระบุไว้ในใบสมัครบัตรเครดิตย่อมต้องสิ้นสุดลงด้วย แม้จะปรากฏว่ามีการนำฝากเช็คเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยในวันที่ 9 กันยายน 2542 ก็ไม่ทำให้สัญญากลับเกิดขึ้นมาอีก การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(อิศเรศ ชัยรัตน์ – สถิตย์ ทาวุฒิ – พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร )
ศาลแขวงพระนครเหนือ – นายมนตรี รัตนทวีโสภณ
ศาลอุทธรณ์ – นายบุญส่ง กุลบุปผา

แพ่ง โมฆะกรรม หักกลบลบหนี้ (มาตรา 150, 344)
วิธีพิจารณาความแพ่ง อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา, ข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น (มาตรา 223 ทวิ, 225 วรรคหนึ่ง)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6961/2551
แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่เมื่อจำเลยรับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่ค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว
จำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตที่ระบุว่า “ในกรณีผู้ถือบัตรค้างชำระเงิน…ผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารนำภาระหนี้บัตรเครดิตที่คงค้าง ไปหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารได้ตามที่ธนาคารเห็นสมควรโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรอีก..” หาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้ แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์ นายธราธร จินดากุล
จำเลย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 206,491.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของตันเงิน 203,323.73 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว
มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx – x เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เปิดบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx – x หลังจากมูลหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธินำหนี้บัตรเครดิตไปหักกลบลบหนี้กับเงินฝากในบัญชีดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx – x ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อ 8 วรรคสาม ซึ่งมีข้อความระบุว่าไว้อย่างชัดเจนว่า “ในกรณีที่ผู้ถือบัตรค้างชำระเงินกล่าวในวรรคสอง ธนาคารมีสิทธิยกเลิกบัตรได้ทันที โดยมิต้องบอกกล่าวให้ผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้าและผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารนำภาระหนี้บัตรเครดิตที่คงค้างไปหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารได้ตามที่ธนาคารเห็นสมควร โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรอีก..” หาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้วก็ตาม การกระทำของจำเลยหาเป็นละเมิดต่อโจทก์ไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อความในคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อ 8 วรรคสาม ที่ให้นำหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความไปก่อนที่จำเลยจะมีสิทธิหักกลบลบหนี้แล้วนั้นมาหักบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นข้อสัญญาที่มุ่งจะขยายอายุความ อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน

(เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ – บุญรอด ตันประเสริฐ – สนอง เล่าศรีวรกต)
เดชา อุบลพงษ์ – ย่อ
สมชัย ทีฆาอุตมากร – ตรวจ

แพ่ง อายุความสะดุดหยุดลง อายุความ หักกลบลบหนี้ (มาตรา 193/14, 193/34 (7), 341)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551
หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือหนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้
การรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำเลยจะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อตกลงกันไว้ขณะทำสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่ถือว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนอันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้อง
ของโจทก์จึงขาดอายุความ

โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย ร้อยเอกอาลักษณ์ อนุมาศ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 391,231.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 180,818 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์และได้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการรวมทั้งถอนเงินสดรวมเป็นเงินจำนวน 160,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการแทนจำเลยไป หลังจากนั้นโจทก์แจ้งยอดใช้จ่ายให้จำเลยทราบ จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มกราคม 2539 โจทก์หักทอนบัญชีถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 182,941.05 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาตามหนังสือและใบตอบรับในประเทศ แต่จำเลยเพิกถอนไม่ชำระหนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตที่โจทก์นำมาฟ้องรวมถึงหน้าที่จำเลยใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติหรือสำนักงานสาขาของโจทก์จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 160,000 บาท และยังมีค่าธรรมเนียมถอนเงินสดจำนวน 6,840 บาท ด้วย ซึ่งการใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ออกเงินทอดรองจ่ายไปให้บุคคลยื่นก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากจำเลย แต่เป็นกรณีที่จำเลยถอนเงินสดของโจทก์ออกไปใช้อันมีลักษณะเช่นเดียวกับการเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ หนี้ในส่วนของการถอนเงินสดจึงไม่อยู่ในบังคับของอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) และเมื่อไม่มีกำหนดอายุความไว้จึงใช้อายุความทั่วไปมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นั้น เห็นว่า สำหรับบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้อันเกิดจากการถอนเงินสดหรือหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ย่อมเป็นหนี้อันเกิดจากสัญญาใช้บัตรเครดิตเดียวกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2544 ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางจุฑามาศ ตะเวทีกุล จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
โจทก์ฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิหักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตโดยมิได้มีข้อตกลงกันไว้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ตามมาตรา 341 แม้จำเลยมิได้ให้ความยินยอมแต่เมื่อโจทก์ได้หักทอนบัญชีแล้วโจทก์ก็ได้ส่งใบแจ้งยอดใช้จ่ายให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ย่อมถือได้ว่าจำเลยยินยอมในการที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตจึงถือได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์อันเป็นการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตั้งแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น จำเลยจะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำจึงจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตโดยพลการ แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยนั้นหาได้ไม่ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลยที่จะถือว่าเป็น
การรับสภาพหนี้มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ
ฎีกาของโจทก์ข้อหนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน

(สุธี เทพสิทธา – พรเพชร วิชิตชลชัย – ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน)
ฐิตินันท์ บุญอ่อน – ย่อ
วรพจน์ วัชรางค์กุล – ตรวจ[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment