ไขข่าว แพร่หลาย เป็นการละเมิดทางแพ่ง

ละเมิดโดยการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ป.พ.พ. มาตรา 423

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6315/2556
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงอันเป็นการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 นั้น ผู้กระทำจะต้องรู้หรือควรจะรู้ได้ว่าไม่จริง โจทก์ฟ้องว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวหาแก่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ความจริงโจทก์ไม่ได้แสดงท่าทีไม่เต็มใจและไม่ได้พูดจาว่าให้ย้ายมารดาจำเลยมาอยู่ตึก ขตร. WARD สามัญ ห้องพิเศษอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ตั้งท่าจะโยนเอกสารทิ้ง ไม่เคยแสดงท่าทางหยาบคาย โจทก์มีจรรยาแพทย์ มีจิตเมตา ไม่เคยมีประวัติหรือพฤติกรรมเกี่ยวกับจิตบกพร่อง และไม่เคยจะใช้ปืนยิงคนไข้ จำเลยยอมรับในคำให้การว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เป็นการร้องเรียนมารยาทในการปฏิบัติงานของโจทก์ ด้วยความสุจริต เป็นการป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นการติ
ชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยของจำเลยกระทำได้เท่านั้น ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่าข้อความที่ร้องเรียนดังกล่าวเป็นความจริง หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทจำเลยก็ตกลงยอมรับผิดต่อโจทก์โดยยอมโฆษณาขอขมาโจทก์ทางหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ แสดงว่าข้อร้องเรียนของจำเลยไม่มีมูลความจริงและข้อความที่จำเลยร้องเรียนดังกล่าวมิใช่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของบุคคลในฐานะเยี่ยงจำเลยพึงกระทำ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตาม ป.พ.พ. มาตรา 423

โจทก์ พันตำรวจโทตามพันธ์ นิลายน
จำเลย พันตำรวจเอกหญิงดวงสมร เห่ววิพัฒน์

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 46,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ตามฟ้องจริงโดยนำหนังสือร้องเรียนใส่ซองปิดมิดชิดและส่งไปถึงผู้บังคับบัญชาโจทก์โดยตรง ซึ่งจำเลยมีสิทธิทำได้เพราะเป็นการร้องเรียนมารยาทของโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของโจทก์โดยตรง คำกล่าวของจำเลยถือว่าได้กระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมเป็นการป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของจำเลยที่กระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงอันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 นั้น ผู้กระทำจะต้องรู้หรือควรจะรู้ได้ว่าไม่จริง ซึ่งโจทก์กล่าวในฟ้องว่าข้อความที่จำเลยกล่าวหาโจทก์แก่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น
ความจริงโจทก์ไม่ได้แสดงท่าทีไม่เต็มใจและไม่ได้พูดจาว่าให้ย้ายมารดาจำเลยมาอยู่ตึก ขตร. WARD สามัญ ห้องพิเศษอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ตั้งท่าจะโยนเอกสารทิ้ง ไม่เคยแสดงท่าทางหยาบคาย แต่โจทก์มีจรรยาแพทย์ มีจิตเมตา ไม่เคยมีประวัติหรือพฤติกรรมเกี่ยวกับจิตบกพร่อง และไม่เคยจะใช้ปืนยิงคนไข้แต่อย่างใด ซึ่งตามคำให้การจำเลย จำเลยยอมรับว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เป็นการร้องเรียนมารยาทในการปฏิบัติงานของโจทก์ด้วยความสุจริต เป็นการป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยของจำเลยกระทำได้เท่านั้น ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่าข้อความที่จำเลยร้องเรียนดังกล่าวเป็นความจริง จึงเท่ากับจำเลยยอมรับว่าข้อความดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริง แม้จำเลยจะฎีกาอ้างว่า ได้รับข้อมูลดังกล่าวมาจากพันตำรวจโทหญิงกาญจนา ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลย จึงเชื่อโดยสุจริตว่า
เป็นความจริงก็ตาม แต่พันตำรวจโทหญิงกาญจนาก็มิได้เบิกความรับรองข้อเท็จจริงนั้น และกลับปฏิเสธว่า ไม่เคยเห็นโจทก์มีพฤติกรรมใช้ปืนยิงคนไข้ จึงเท่ากับไม่มีเหตุตามที่จำเลยอ้างอันจะทำให้จำเลยคาดคิดไปได้เช่นนั้น เพราะจำเลยเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยศพันตำรวจเอก มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าฝ่าย (สบ 4) ภาควิชาการพยาบาลศัลยกรรมศาสตร์ กระดูกและอุบัติเหตุ ย่อมจะต้องมีวุฒิภาวะมากกว่าบุคคลทั่วไป อีกทั้งยังได้ความว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท ปรากฏว่าจำเลยตกลงยอมรับผิดต่อโจทก์ โดยยอมโฆษณาขอขมาโจทก์ทางหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้แล้วว่า ข้อร้องเรียนของจำเลยในส่วนนี้ไม่มีมูลและเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริง ย่อมทำให้ผู้บังคับบัญชา
ของโจทก์หรือผู้ที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเข้าใจว่า โจทก์ซึ่งเป็นแพทย์มีพฤติกรรมดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้ ข้อความที่จำเลยร้องเรียนดังกล่าว จึงมิใช่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของบุคคลในฐานะเยี่ยงจำเลยพึงกระทำ จำเลยไม่มีสิทธิอันใดที่จะกล่าวหรือไขข่าวอันฝ่าฝืนต่อความจริงเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงใด จำเลยฎีกาอ้างว่า การประกาศโฆษณาขอขมาโจทก์ทางหนังสือพิมพ์รายวันของจำเลยเป็นการบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการเยียวยาผลกระทบที่โจทก์ได้รับเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเป็นการแก้ไขเพื่อให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 แต่โจทก์รับราชการเป็นตำรวจ ยศพันตำรวจโท มีตำแหน่งเป็นแพทย์ (สบ 3) เป็นหัวหน้าสาขาประสาทวิทยางานอายุรกรรม ประจำโรงพยาบาลตำรวจ การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงดังกล่าวย่อมต้องกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของโจทก์อีกด้วย นอกจากนี้ในเรื่องชื่อเสียง
และเกียรติคุณนี้กว่าจะสะสมได้ต้องใช้เวลาอันยาวนานและไม่อาจคำนวณออกมาเป็นตัวเงินที่มีจำนวนแน่นอนได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของโจทก์และให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ 50,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตลอดจนฐานะทางสังคมของโจทก์ประกอบกับที่จำเลยได้ประกาศโฆษณาขอขมาโจทก์ทางหนังสือพิมพ์รายวันมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
พิพากษายืน

(อดิศักดิ์ ปัตรวลี – ชาติชาย อัครวิบูลย์ – ประยูร ณ ระนอง)
สนั่น สร้อยผา – ย่อ
ศิริชัย ศิริกุล – ตรวจ

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment