สำเนาเอกสาร เช่น สัญญากู้ รับฟังเป็นพยานหลักฐานในศาล ได้หรือไม่ ?

กฎหมายบัญญัติให้ศาลรับฟังเฉพาะ “ต้นฉบับเอกสาร” เท่านั้น มีข้อยกเว้นหรือไม่? อย่างไร?

คำพิพากษาฎีกาที่ 8140/2542
แพ่ง กู้ยืมเงิน วิแพ่ง รับฟังพยานหลักฐาน ไม่เป็นนำสืบนอกประเด็น อ้างสำเนาเอกสารได้ พิพากษาเกินคำขอ

ขณะยื่นฟ้อง โจทก์มีต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินแต่สูญหายไปศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) โจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินแต่ทางนำสืบของโจทก์หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ไม่ตรงกับฟ้องโจทก์ในข้อสาระสำคัญ และศาลล่างทั้งสองได้ชี้ขาดตัดสินคดีโดยหยิบยกข้อเท็จจริงตามทางนำสืบขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน การนำสืบของโจทก์ในเรื่องมูลหนี้เดิมคือมูลหนี้แชร์ เป็นการนำสืบถึงที่มาของจำนวนเงินกู้ เป็นรายละเอียดของคำฟ้องโจทก์สามารถนำสืบได้ หาใช่นอกฟ้องนอกประเด็นไม่

คำพิพากษาฎีกาย่อยาว
คำพิพากษาฎีกาที่ 8140/2542
โจทก์ นางสาวมยุรี ฐิติรุ่งโรจน์กุล
จำเลย นายพงษ์ ฐิติรุ่งโรจน์กุล
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87, 93(2)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2538 จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาครบกำหนด จำเลยไม่ชำระเงินคืน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยและบิดาโจทก์ร่วมเล่นแชร์กันโดยจำเลยเป็นนายวง บิดาโจทก์ประมูลแชร์ได้แต่จำเลยไม่สามารถเก็บเงินจากลูกวงแชร์รายอื่นได้จำนวน 190,000 บาท บิดาโจทก์จึงนำสัญญากู้ที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้จำเลยลงชื่อเพื่อเป็นประกัน จำเลยได้ผ่อนชำระให้บิดาโจทก์ไปแล้วจำนวน 30,000 บาท โจทก์ร่วมกับบิดาโจทก์ฉ้อฉลเขียนจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริงในสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า มูลหนี้เดิมเป็นเรื่องเล่นแชร์ จำเลยฎีกาว่าตัวโจทก์เอง มิได้เล่นแชร์กับจำเลย โจทก์กับจำเลยจึงมิได้มีมูลหนี้ต่อกัน หากแต่เป็นบิดาโจทก์ที่เป็นลูกวงแชร์ของจำเลย ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตัวโจทก์เองเป็นผู้เล่นแชร์กับจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงต่อศาลจึงห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่า คำแถลงขอคัดเอกสารของทนายโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2540 ระบุว่าโจทก์นำต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินที่นำมาฟ้องสูญหายไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีในวันดังกล่าว และในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 ทนายโจทก์แถลงว่า จำเลยเห็นสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในนัดที่แล้วมีการเจรจากัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ให้ไว้แก่บิดาโจทก์ด้วย ซึ่งทนายจำเลยได้ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งในเรื่องนี้ ประกอบกับโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โดยมีสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารท้ายฟ้อง ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์มีต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงิน แต่สูญหายไปจึงมีคำแถลงขอคัดเอกสารดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าต้นฉบับเอกสารสัญญากู้ยืมเงินสูญหาย ดังนั้นศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สำเนาสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีลายมือชื่อของพยานทำให้มีข้อพิรุธสงสัยนั้น ในข้อนี้เห็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาจากข้อความตามสัญญาเป็นหลักโดยเฉพาะจำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมในสัญญา แม้ไม่มีพยานในสัญญา ศาลก็รับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ฟ้อง

จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า โจทก์ตั้งฐานความผิดตามฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่ทางนำสืบของโจทก์หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ไม่ตรงกับฟ้องโจทก์ในข้อสาระสำคัญ และศาลล่างทั้งสองได้ชี้ขาดตัดสินคดีโดยหยิบยกข้อเท็จจริงตามทางนำสืบขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น เห็นว่า การนำสืบของโจทก์ในเรื่องมูลหนี้เดิมคือมูลหนี้แชร์ เป็นการนำสืบถึงที่มาของจำนวนเงินกู้เป็นรายละเอียดของคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้หาใช่นอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว”

พิพากษายืน

( สุเมธ ตังคจิวางกูร – อำนวย เต้พันธ์ – ประสพสุข บุญเดช )

 

รัษฎากร ตราสารไม่ปิดอากรแสตมป์ เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง
แพ่ง กู้ยืมเงิน วิแพ่ง สำเนาเอกสาร รับฟังพยานหลักฐานได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 4854/2540
สำเนาสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาลเพื่อให้จำเลยรับไปจากเจ้าพนักงานศาลมีข้อความอย่างเดียวกับต้นฉบับกู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง จึงเป็นสำเนาเอกสารที่โจทก์ยื่นโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้สำเนาสัญญากู้เงินจะไม่มีสำเนาอากรแสตมป์ติดอยู่ก็ไม่ทำให้เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ส่งสำเนาสัญญากู้เงินโดยชอบแล้ว ศาลย่อมรับฟังต้นฉบับสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นพยานหลักฐานได้

คำพิพากษาฎีกาย่อยาว
คำพิพากษาฎีกาที่ 4854/2540
โจทก์ นางลำใย สังข์ธูป
จำเลย นางวัฒนา น้อยจันทร์
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 69,198.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกู้เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน เอกสารหมาย จ.2 และรับเงินไปจากโจทก์แล้วมีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ส่งสำเนาสัญญากู้เงินที่ไม่มีสำเนาอากรแสตมป์ติดอยู่ ต่อศาลเพื่อส่งให้จำเลยนั้น ศาลจะรับฟังสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า สำเนาเอกสารที่โจทก์ยื่นต่อศาล เพื่อให้จำเลยรับไปจากเจ้าพนักงานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้องคดีนั้น เพียงแต่สำเนาเอกสารมีข้อความอย่างเดียวกับต้นฉบับโดยทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องก็ถือเป็นสำเนาเอกสารตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว สำเนาสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ที่โจทก์ยื่นต่อศาลเพื่อให้จำเลยรับไปจากเจ้าพนักงานศาล มีข้อความอย่างเดียวกับต้นฉบับสัญญากู้เงิน เอกสารหมาย จ.2 และทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องจึงเป็นสำเนาเอกสารที่โจทก์ยื่นโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว แม้สำเนาสัญญากู้เงินจะไม่มีสำเนาอากรแสตมป์ติดอยู่ก็ไม่ทำให้เป็น
สำเนาเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ส่งสำเนาสัญญากู้เงินโดยชอบแล้วศาลย่อมรับฟังต้นฉบับสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นพยานหลักฐานได้
พิพากษายืน

( ยรรยง ปานุราช – ไพศาล รางชางกูร – พิธี อุปปาติก )

 

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment