คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ – คดีลอบฆ่าประธานศาลฎีกา (ท่านประมาณ ซันซื่อ) ปิดตำนานคดีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน 19 ปี

คดีนี้ศาลชั้นต้น ใช้เวลา 15 ปี ในการสืบพยาน แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้องจำเลย…

โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันใช้ จ้าง วาน ฆ่า นายประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกา

คดีโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2536 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2535 – 25 พ.ค.2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 4 ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 ติดต่อนายบรรเจิด จันทนะเปลิน จัดหาบุคคลไปฆ่า นายประมาณ โดยจะให้ค่าจ้างมือปืนจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่ง นายบรรเจิด ตอบตกลง และติดต่อให้ นายสมพร จำเลยที่ 1 และ นายเณร จำเลยที่ 2 จัดหาบุคคล ซึ่งได้ นายประทุม สุดมณี และ นายบำรุง ชัยเมือง เป็นมือปืน และได้ให้เงินกับทั้งสองเป็นเงินจำนวน 80,000 บาทไป และจำเลยที่ 1-2 ได้พา นายประทุม กับ นายบำรุง ไปดูบ้านพักของ นายประมาณ ที่ในซอยศรีนคร ถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม.แต่ภายหลังทั้งสองทราบข่าวว่า นายประมาณ เป็นประธานศาลฎีกา จึงกลับใจไม่ยอมกระทำความผิด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1-3 ได้ และจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัว ชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพ แต่กลับให้การปฏิเสธในชั้นศาล ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดฉากสร้างเรื่องเท็จจับกุม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2552 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ในความฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา ม.289 (4) ซึ่งความผิดนั้นมีโทษประหารชีวิต แต่เมื่อความผิดไม่ได้ทำลงเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำผู้ใช้จึงต้องระวางโทษ เพียง 1 ใน 3 ของโทษประหารชีวิต คือ กึ่งหนึ่งของโทษจำคุก 50 ปี จึงให้จำคุกจำเลยทั้ง 4 คนละ 25 ปี แต่จำเลยที่ 1-2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ไว้คนละ 16 ปี 8 เดือน ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่ าคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัย ว่า จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้ พ.ต.ท.ประพันธ์ เนียรภาค สารวัตรสอบสวน สภ.อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา (ขณะนั้น) ทราบเรื่องการจ้างว่าฆ่า นายประมาณ จาก นายประทุม และ นายบำรุง เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2536 จึงไปเล่าเรื่องให้ พล.ต.ต.ล้วน ปานรศทิพ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ขณะนั้น) ทราบ และมีคำสั่งให้สอบสวนตั้งแต่เดือน ม.ค.2536 – 19 พ.ค.2536 โดย นายประมาณ ให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลว่าการปฏิบัติราชการของนายประมาณ ทำให้จำเลยที่ 4 เกิดความเสียหาย เรื่องการสร้างอาคารศาลฎีกาแห่งใหม่ แต่ นายประมาณ ก็ไม่ได้นำเอกสารราชการเรื่องการสร้างศาลฎีกาซึ่งอยู่ในความควบคุม ของกระทรวงยุติธรรม มาให้พนักงานสอบสวนหามูลเหตุจูงใจ ว่า ทำให้จำเลยที่ 4 เสียหายและโกรธแค้นอย่างไร

นอกจากนี้ ทางนำสืบยังได้ความจาก นายประมาณ เบิกความรับว่า ไม่ปักใจเชื่อว่า จำเลยที่ 4 จะเป็นตัวการในการจ้างวานฆ่า ส่วนที่จำเลยที่ 4 มีข้อพิพาท เรื่องก่อสร้างคอนโดมิเนียม ที่ พัทยา และข้อพิพาทเรื่องการทวงเงินค่าออกแบบห้างสรรพสินค้า เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ จำนวน 200 ล้านบาท ที่อาจทำให้จำเลยที่ 4 ไม่ได้รับค่าเสียหายนั้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักฐานของคู่ความ และศาลจะเชื่อหลักฐานนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 4 จ้างวานฆ่านายประมาณ จึงไม่พอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 มีมูลเหตุจูงใจใช้จ้างวานฆ่านายประมาณ

ส่วน ข้อพิพาทเรื่องการย้าย นางยินดี ต่อสุวรรณ ภรรยา จำเลยที่ 4 จากอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และเรื่องวิกฤตตุลาการ นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 และ นางยินดี ไม่มีอำนาจในการกีดกั้นตุลาการไม่ให้เข้าห้องประชุม เพราะเป็นคนภายนอกและแม้ผู้พิพากษาเองก็ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวถ้าไม่มีหน้าที่ และเรื่องการย้ายนางยินดี ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ไม่ใช่นายประมาณ เพียงคนเดียว อีกทั้งยังเป็นการโยกย้ายในระดับเดียวกันไม่ได้เป็นการถูกลดชั้น โดยหลังจากที่นายประมาณ ได้เป็นประธานศาลฎีกาแล้ว มีหนังสือพิมพ์ข่าวพิเศษ เขียนบทความโจมตีนายสวัสดิ์ โชติพาณิช อดีตประธานศาลฎีกา ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว โดยกล่าวถึงความผูกผันของนายสวัสดิ์ และจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เข้าไปในห้องประชุม ก.ต.เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2535 จึงเป็นพิรุธมีพฤติการณ์แสดงว่าร่วมกันสร้างมูลเหตุจูงใจเรื่องการจ้างวาน ฆ่านายประมาณ

เช่นเดียวกันคำสั่งสอบสวนคดีนี้ของพนักงานสอบสวนก็มีลักษณะในการสอบสวนย้อนหลัง จึงไม่น่าเป็นไปได้ ส่อแสดงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง นอกจากนี้จำเลยที่ 1-2 นำสืบว่าคำให้การับสารภาพในชั้นสอบสวนเกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายของ พนักงานสอบสวน เป็นคำรับสารภาพที่เกิดจากความไม่สมัครใจ อีกทั้งนายประมาณ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แต่รับฟังมาจากคนอื่น อีกที่พนักงานสอบสวนอ้างว่าได้คุยกับนายประทุมและนายบำรุง ยอมรับว่ายังเหลือเงินที่ได้รับเป็นค่าจ้างฆ่านายประมาณอีก 1 หมื่นบาทเศษ แต่ก็ไม่ได้ยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลางทั้งที่เป็นหลักฐานที่สำคัญ เช่นเดียวกับหลักฐานภาพถ่ายที่นายประทุมอ้างว่าเป็นภาพนายประมาณ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะเป็นหลักฐานที่สำคัญอีกชิ้นว่าจะมีการจ้างวานฆ่าจริง

เมื่อวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ข้ออื่นเช่นนายประมาณ เป็นผู้เสียหายหรือไม่ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีกับศาลชั้นต้น ตลอดจนกระบวนพิจารณาตลอดจนพิพากษาคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นไม่จำต้อง วินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่

คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 25 ปี นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ

ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 3 พันล้านบาท

Leave a Comment