ละเมิดอำนาจศาล – ตัวบทกฎหมาย พร้อมคำอธิบายโดยละเอียด

“ศาล” มีหน้าที่พิจารณา-วินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งให้แก่คู่พิพาท จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือที่จะผดุงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันศาลยุติธรรม ในอันที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

นอกจากประมวลกฎหมายอาญาจะได้บัญญัติลงโทษแก่บุคคลที่กระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 167 ถึงมาตรา 199 แล้ว ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ยังได้บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลที่จะลงโทษคู่ความหรือบุคคลที่รบกวนขัดขวางการพิจารณาของศาล ซึ่งเรียกว่า “การทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล” ตามมาตรา 30 ถึงมาตรา 31

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 30 บัญญัติว่า “ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง หรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรม และรวดเร็ว อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักข้า หรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร”

มาตรา 31 บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ให้ถือว่ากระทำ ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
(1) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ตามมาตราก่อน อันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย หรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล
(2) เมื่อได้มีคำขอ และได้รับอนุญาตจากศาลให้ฟ้องหรือสู้คดีอย่างคนอนาถาแล้ว ปรากฏว่าได้นำคดีนั้นขึ้นสู่ศาลโดยตนรู้แล้วว่าไม่มีมูล หรือได้สาบานตัวให้ถ้อยคำตาม มาตรา 156 ว่าตนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ ซึ่งเป็นความเท็จ
(3) เมื่อรู้ว่าจะมีการส่งคำคู่ความ หรือส่งเอกสารอื่น ๆ ถึงตนแล้วจงใจไปเสียให้พ้น หรือหาทางหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับคำคู่ความ หรือเอกสารนั้นโดยสถานอื่น
(4) ตรวจเอกสารทั้งหมด หรือฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสำนวนความหรือคัดเอาสำเนาเอกสารเหล่านั้นไป โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 54
(5) ขัดขืนไม่มาศาล เมื่อศาลได้มีคำสั่งตามมาตรา 19 หรือมีหมายเรียกตามมาตรา 277

การละเมิดอำนาจศาล เกิดขึ้นได้เพราะ

  1. ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล
  2. ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล
  3. ฟ้องหรือสู้คดีอย่างคนอนาถา
  4. จงใจหลีกเลี่ยงไม่รับคำคู่ความหรือเอกสาร
  5. ตรวจ หรือคัดลอกเอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต
  6. ขัดขืนไม่มาศาลตามคำสั่งศาล

1. การละเมิดอำนาจศาลเพราะขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล

การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลจะต้องจงใจ และคำว่า “ผู้ใด” นั้น หมายถึงคู่ความ ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าศาลหรือไม่ และบุคคลภายนอกซึ่งอยู่ต่อหน้าศาลด้วย ส่วนข้อกำหนดของศาลนั้น หมายถึงคำสั่งของศาล ซึ่งศาลจะต้องออกคำสั่งไว้ล่วงหน้าโดยชัดแจ้ง ไม่ว่าจะทำด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร และไม่ว่าจะออกต่อหน้าบุคคลผู้นั้นหรือไม่ ลักษณะของข้อกำหนดดังกล่าว จะต้องเป็นข้อกำหนดที่มีเพื่อรักษาความเรียบร้อย ในบริเวณศาล โดยศาลไม่ต้องระบุว่า ถ้าขัดขืนแล้วจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เพียงแต่ออกข้อกำหนดสั่งห้ามกระทำหรือสั่งให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ

2. การละเมิดอำนาจศาลเพราะประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

การประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลจะต้องกระทำโดยจงใจเช่นเดียวกับการ ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามฯ แต่ต่างกันที่การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามฯ ศาลออกข้อกำหนดก่อนโดยชัดแจ้ง แล้วคู่ความขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม ส่วนการประพฤติตนไม่เรียบร้อยเป็นความผิดในตัวเอง แม้จะยังไม่เคยมีข้อกำหนดมาก่อนเลย การประพฤติตนไม่เรียบร้อยอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลนี้ จะต้องกระทำในเวลาราชการ ส่วนคำว่า “ในบริเวณศาล” หมายถึง อาณาเขตบริเวณของศาลโดยไม่จำต้องเป็นห้องพิจารณาหรือห้องทำงานของผู้พิพากษา

3. การละเมิดอำนาจศาลเพราะฟ้องหรือสู้คดีอย่างคนอนาถา

การฟ้องคดีหรือสู้คดีอย่างคนอนาถาเป็นไปตามมาตรา 155 กล่าวคือ ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาทำได้ต่อเมื่อ
ก. เมื่อมีการสาบานตัวว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียม
ข. คดีมีมูลพอที่จะฟ้องร้องได้
เมื่อประกอบด้วยหลัก 2 ประการแล้ว ย่อมฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้ และถ้าศาลสั่งอนุญาตให้ฟ้องคดีแล้ว แต่ปรากฏว่าการสาบานตัวว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมได้ เป็นเท็จและรู้อยู่แล้วว่าคดีไม่มีมูล อย่างนี้เป็นการละเมิดอำนาจศาล

4. การละเมิดอำนาจศาลเพราะจงใจหลีกเลี่ยงไม่รับคำคู่ความหรือเอกสาร

หมายความว่าคู่ความหรือบุคคลอื่นใดจงใจและหาทางหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับคำคู่ความหรือเอกสาร

5. การละเมิดอำนาจศาลเพราะตรวจหรือคัดลอกเอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต

หมายความว่า ผู้กระทำจงใจตรวจเอกสารหรือคัดดลอกเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในสำนวนความ มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54 บัญญัติไว้โดยเฉพาะเมื่อการตรวจหรือคัดลอกเอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและเป็นความผิดที่กระทำต่อเอกสารเท่านั้น ถ้าทำต่อพยานวัตถุอื่นใดย่อมไม่เป็นความผิด

6. การละเมิดอำนาจศาลเพราะขัดขืนไม่มาศาลตามคำสั่งศาล

อย่างเช่น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 19 ให้อำนาจศาลเรียกคู่ความมาศาล ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกเรียกไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่มา หรือแจ้งแล้วแต่ศาลไม่อนุญาต เพราะไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ การขัดขืนไม่มาศาลตามมาตรา 277 หมายถึง การที่ศาลเรียกคู่ความ หรือบุคคลภายนอกมาสอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดีเป็นการละเมิดอำนาจศาลเช่นกัน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 32 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็น ผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณา ซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์อันอออกโฆษณา ต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลใน กรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง สองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้

(1) ไม่ว่าเวลาใด ๆ ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่ามานั้น ได้กล่าวหรือแสดง ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ซึ่งข้อความ หรือความเห็นอันเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือ พฤติการณ์อื่น ๆ แห่งคดี หรือกระบวนพิจารณาใด ๆ แห่งคดี ซึ่งเพื่อความเหมาะสมหรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์ ศาลได้มีคำสั่งห้ามการออกโฆษณาสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าโดยวิธีเพียงแต่สั่งให้พิจารณาโดยไม่เปิดเผยหรือโดยวิธีห้ามการออกโฆษณาโดยชัดแจ้ง

(2) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความ หรือเหนือพยานแห่งคดี ซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น
ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี หรือ
ข. เป็นรายงานหรือย่อเรื่อง หรือวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง หรือ
ค. เป็นการวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดำเนินคดีของคู่ความหรือคำพยานหลักฐาน หรือนิสัยความประพฤติของคู่ความหรือพยาน รวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความ หรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หรือ
ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้นำวิเคราะห์ศัพท์ทั้งปวงในมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2476 มาใช้บงคับ”

ในระหว่างที่มีการพิจารณาคดีอยู่ในศาล ย่อมเป็นหน้าที่ของศาล ที่จะดำเนินการพิจารณาไต่สวนคดีให้ได้ความจริง เพื่อความยุติธรรมแห่งคดี โดยพิจารณาจาก คำฟ้อง คำให้การ คำร้อง พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความยื่นต่อศาล ศาลไม่มีอำนาจและหน้าที่อันใดที่จะไปหาพยานหลักฐานนอกจากที่คู่ความนำยื่นต่อศาล และบุคคลภายนอกเองก็หามีหน้าที่ ที่จะโฆษณาวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอพยานหลักฐานอันใดนอกสำนวนต่อศาลไม่ ถ้ายอมให้บุคคลภายนอก สื่อมวลชน ทำหน้าที่เช่นนี้ได้ ก็จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดีของศาลอย่างยิ่ง เพราะสื่อมวลชนอาจสร้างอิทธิพล เหนือศาล เหนือคู่ความ เหนือพยานได้ ดังนั้น มาตรา 32 จึงได้บัญญัติห้ามไว้ ถ้าฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

หัวข้อคำอธิบาย
1. บุคคลซึ่งต้องรับผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
2. เหตุที่ต้องรับผิดเพราะเผยข้อเท็จจริงซึ่งศาลลั่งห้ามแล้ว
3. เหตุที่ต้องรับผิดเพราะวิพากษ์วิจารณ์ หรือสร้างอิทธิพลต่าง ๆ เหนือคดี

1. บุคคลซึ่งต้องรับผิดฐานละเมิดอำนาจศาล บุคคลที่จะต้องรับผิดนี้ตามมาตรา 32 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้มีดังนี้
ก. “ผู้พิมพ์” หมายความว่า บุคคลซึ่งลัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์ (พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4)
ข. “ผู้โฆษณา” หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดในการผลิตสิ่งพิมพ์และจัดสิ่งพิมพ์นั้นแพร่หลายด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขาย เสนอขายจ่ายแจก และไม่ว่า การนั้นจะเป็นการให้เปล่าหรือไม่ (พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4)
ค. “บรรณาธิการ” หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำ ตรวจ แก้ คัดเลือก หรือควบคุมบทประพนธ์ หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์ (พ.ร.บ. การพิมพ์ 2484 มาตรา 4)
ง. “เจ้าของหนังสือพิมพ์” หมายความว่าบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หนังสือพิมพ์ (พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4)
บุคคลด้งกล่าวข้างด้นนี้นั้น อาจเป็นบุคคลคนเดียวก้นที่รับตำแหน่งใน หน้าที่ต่าง ๆ ทั้งหมด หรือแต่บางตำแหน่งอย่างหนึ่งอย่างใด ของตำแหน่งผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา และเจ้าของหนังสือพิมพ์ในขณะเดียวกันก็ได้ สำหรับการรับผิดในกรณีที่แต่ละตำแหน่งมีผู้รับหน้าที่ต่างกัน บุคคลเหล่านี้ก็ต้องรับผิดร่วมกัน หาใช่เพียงคนใดคนหนึ่งไม่ และบุคคลที่รับผิดนี้ ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันได้ออกโฆษณาต่อประชาชน ถ้าได้ทำโดยทางสื่อมวลชนประเภทอื่น เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ หามีความผิดไม่
2. เหตุที่ต้องรับผิดเพราะเปีดเผยข้อเท็จจริงซึ่งศาลสั่งห้ามแล้ว หมายความ ว่าเมื่อได้มีคดีอยู่ในศาลแล้ว และศาลได้ห้ามเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์อื่น ๆ แห่งคดีโดยห้ามตั้งแต่เริ่มพิจารณาคดีจนถึงศาลพิพากษาคดี ถ้าศาลพิพากษาคดีแล้ว อย่างนี้ไม่เป็นความลับ ย่อมเปิดเผยไดไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
3. เหตุที่ต้องรับผิดเพราะวิพากษ์วิจารณ์ หรือสร้างอิทธิพลต่าง ๆ เหนือคดี หมายความว่าได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ หรือสร้างอิทธิพลต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มคดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด และการวิพากษ์วิจารณ์นี้จะต้องกระทำไปโดยไม่สุจริต

ตัวอย่างในมาตรา 32 วรรคท้าย1
ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี เช่น กล่าวถึงการพิจารณาคดีซึ่งผิดไปจากความจริงว่าพยานเบิกความอย่างหนึ่ง ซึ่งความจริงมิได้เบิกเช่นที่กล่าวนั้น
ข. เป็นการรายงานหรือย่อเรื่องวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง เช่น ย่อคำเบิกความของพยานผิดจากความจริง หรือตัดตอนเอาข้อความจริงบางส่วนมากล่าว และตัดออกเสียบางส่วน อันเป็นผลทำให้ข้อความจริงที่เอามากล่าวนั้นเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
ค. การวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐานหรือวิสัยตามประพฤติของคู่ความ หรือพยานรวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความ หรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง เช่น การลงข่าวเปิดเผยว่าพยานในคดีนั้นเคยต้องโทษฐานเบิกความเท็จมาแล้ว หรือการแสดงความเห็นว่าถ้อยคำของพยานขัดกันเอง น่าจะมีการเสี้ยมสอนตระเตรียมกันมาก่อน
ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ เช่น แต่งเติมหรือกล่าวข้อเท็จจริง อย่างกับว่าตนเป็นประจักษ์พยาน ซึ่งผิดไปจากความจริง โดยเจตนามุ่งหมายจะให้มีอิทธิพลเหนือพยาน เพื่อว่าพยานจะได้จำไปเบิกความ

จากที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เมื่อมีความผิดก็จะต้องมีการลงโทษ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 ได้บัญญัติว่า “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลใดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลใด ให้ศาลนั้นมีอำนาจสั่งลงโทษโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีดังกล่าวต่อไปนี้คือ
ก) ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือ
ข) ให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ
การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้นให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ ตำรวจช่วยจัดการก็ได้
ในกรณีกำหนดโทษจำคุก และปรับนั้น ให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”

หัวข้ออธิบาย
1. โทษให้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
2. การลงโทษในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

1. โทษให้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
กฎหมายได้กำหนดไว้ 3 สถานคือ ไล่ออกจากบริเวณศาล จำคุก และ ปรับ ระยะเวลาในการจำคุกให้จำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 500 บาท ซึ่งศาลจะลงโทษสถานใดสถานหนึ่ง หรือสองสถานก็ได้ กล่าวคือ ลงโทษจำคุกอย่างเดียว หรือ ลงโทษปรับอย่างเดียวหรือทั้งจำทั้งปรับด้วยก็ได้
2. การลงโทษในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือว่าการละเมิดอำนาจศาล เป็นความผิดอาญาฐานหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจสั่งลงโทษได้เอง โดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอ ผู้พิพากษาซึ่งถูกละเมิดอำนาจศาลนั้นเองมีอำนาจสั่งลงโทษได้ และไม่ต้องมีการฟ้องร้อง ผู้ละเมิดอำนาจศาลจะคัดด้านไม่ได้ด้วย

การอุทธรณ์-ฎีกา ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ในกรณีที่ศาลชั้นต้น สั่งลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ พนักงานอัยการฎีกาได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 102/2497) ส่วนบุคคลที่จะอุทธรณ์-ฎีกาได้นี้ นอกจากพนักงานอัยการที่ทำได้แล้ว ก็คงมีเพียงคู่ความฝ่ายที่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเท่านั้นที่จะอุทธรณ์-ฎีกาได้ ส่วนบุคคลอื่น จะอุทธรณ์-ฎีกาไม่ได้ ระยะเวลาในการอุทธรณ์-ฎีกา ท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เห็นว่าควรจะเป็น 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลงโทษตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และ 247

Leave a Comment