คำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 25 ปี คดีลอบฆ่าท่านประธานศาลฎีกา …สืบกันยาวนาน 15 ปี ^^

คดีนี้เมื่อปี 2536 นับเป็นข่าวครึกโครมมากเนื่องจากขณะเกิดเหตุ ท่านประมาณ ชันชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ส่วน นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ ก็เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และเป็นสถาปนิกชื่อดัง เจ้าของตึกร้างสร้างไม่เสร็จ “สาธรยูนีค” ที่นำมาสร้างเป็นหนังผีเรื่อง “เพื่อน.. ระลึก” เรามาดูรายละเอียดในคดีกันค่ะ ศึกษาเอาไว้ทำคำฟ้องคำให้การได้เลยจ๊ะ…

คดีนี้ในชั้นสอบสวน
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ แต่กลับให้การปฏิเสธในชั้นศาล ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธโดยตลอด

ศาลชั้นต้น
โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 โดยทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบฝ่ายละหลายสิบปากโดยฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจหลายนาย อาทิ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน, พล.ต.ท.ธนู หอมหวน, พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย (ขณะนั้น) พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง (ขณะนั้น) ฯลฯ โดยใช้เวลาพิจารณาคดี และสืบพยานนานกว่า 15 ปี ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษา ส่วนท่านประมาณ ชันซื่อ ได้ถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.2551 นานจนท่านรอฟังคำพิพากษาไม่ไหวแล้ว

โจทก์ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2535 – 25 พ.ค.2536 ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 4 ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ให้ถึงแก่ความตาย จากนั้นนายอภิชิต เป็นผู้ใช้ให้ นายบรรเจิด จันทนะเปลิน ให้จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ซึ่งนายบรรเจิด ตอบตกลงตามที่ นายอภิชิตจ้างวาน จึงติดต่อให้นายสมพร จำเลยที่ 1 และนายเณร จำเลยที่ 2 จัดหาบุคคล ซึ่งได้ นายประทุม สุดมณี และนายบำรุง ชัยเมือง ไปฆ่านายประมาณ แต่ภายหลังทั้งสองกลับใจไม่ยอมกระทำความผิด นายประมาณ ชันซื่อ จึงไม่ถูกฆ่าตายสมดังเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 83, 84 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง

โจทก์ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2535 – 25 พฤษภาคม 2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 4ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ให้ถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยที่ 3 รับปากว่าจะให้เงินมือปืนที่รับลงมือฆ่านายประมาณ จำนวน 1 ล้านบาท และจะให้นายบรรเจิด จันทนะเปลิน ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐประจำจังหวัดนครสวรรค์ (ขณะนั้น) จำนวน 5 แสนบาท ให้ไปจัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ซึ่งนายบรรเจิด ตอบตกลงและติดต่อให้นายสมพร จำเลยที่ 1 และนายเณร จำเลยที่ 2 จัดหาบุคคลซึ่งได้นายประทุม สุดมณี และนายบำรุง ชัยเมือง เป็นมือปืนและได้ให้เงินกับทั้งสองเป็นเงินจำนวน 80,000 บาทไปและจำเลยที่ 1-2 ได้พานายประทุมกับนายบำรุง ไปดูบ้านพักของนายประมาณ ที่ในซอยศรีนคร ถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. แต่ภายหลังทั้งสองทราบข่าวว่านายประมาณ เป็นประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น) จึงกลับใจไม่ยอมกระทำความผิด นายประมาณ จึงไม่ถูกฆ่าตายสมดังเจตนาของจำเลย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1- 3 ได้ และจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,289,83 ,84 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง ชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1และ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ แต่กลับให้การปฏิเสธในชั้นศาล ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาอ้างว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดฉากสร้างเรื่องเท็จจับกุม

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบหักล้างกันแล้ว มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องบรรยายพฤติการณ์กระทำผิด วันเวลา สถานที่มีข้อเท็จจริงพอสมควร ให้จำเลยทั้ง 4 เข้าใจ และได้ให้การปฏิเสธ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และโจทก์มีอำนาจฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสี่ ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานปาก นายบรรเจิด นายประทุม และนายบำรุง ประจักษ์พยานเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อปี 2536 ได้รับการติดต่อให้ไปยิงนายประมาณ โดยจะให้เงินจำนวน 1 ล้านบาท โดยนายบรรเจิด ได้ติดต่อให้จำเลยที่ 1-2 จัดหามือปืน เมื่อได้มือปืนแล้ว นายบรรเจิด ได้แจ้งกลับไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้กำชับให้ทำงานให้เสร็จภายใน 3 สัปดาห์ และได้มีการมอบเงินค่าจ้างให้จำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 จำนวน 100,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้นำเงินไปมอบให้กับนายประทุม จำนวน 80,000 บาท ภายหลังนายประทุม เปลี่ยนใจเพราะทราบว่านายประมาณ เป็นประธานศาลฎีกา จึงนำเรื่องที่จำเลยที่ 1-2 จ้างฆ่านายประมาณ ไปปรึกษากับ พ.ต.ท.ประพันธ์ เนียรภาค สารวัตรสอบสวน สภ.อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พาไปพบ พ.ต.อ.รังสรรค์ ชำนาญหมอ รอง ผบก.ภูธรภาค 9 เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เหตุเกิดหลายท้องที่ โดยเมื่อเดือนพ.ค. 36 พ.ต.ท.ประพันธ์ ได้เล่าเรื่องให้ พล.ต.ต.ล้วน ปานรศทิพ ผบก.ป.ว่าเมื่อปลายเดือน ก.พ.36 จำเลยที่ 1 และ 2 ที่อยู่ จ.นครสวรรค์ มาติดต่อนายประทุม ให้ช่วยหามือปืนรับจ้างสังหารนายประมาณ เมื่อไปสอบถามนายประมาณได้ความว่า น่าจะมีเหตุการณ์จ้างวาน ดังกล่าวจริง มีเหตุรวม 6 ประเด็น 1. คดีพิพาทก่อสร้างคอนโดมิเนียม ที่ พัทยา 2.ข้อพิพาทการทวงเงินค่าออกแบบห้างสรรพสินค้า เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ จำนวน 200 ล้านบาท 3 .คดีฟ้องหมิ่นประมาทระหว่างจำเลยที่ 4 กับตระกูลเตชะไพบูลย์ เจ้าของห้างเวิลด์ เทรด ฯ 4. การสั่งย้ายนางยินดี ต่อสุวรรณ ภรรยาจำเลยที่ 4 จากอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 5.ความขัดแย้งในวิกฤติตุลาการ และ 6. ความขัดแย้งการก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งนายประมาณยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 และ 2 มาก่อน คำให้การของบรรเจิด นายประทุม และนายบำรุง สอดคล้องจำเลยที่1 ,2 ที่ให้การรับสารภาพไว้ภายหลังถูกจับกุม ทันที เชื่อว่าให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ไม่มีโอกาสปรุงแต่ง เมื่อแจ้งข้อหาพยายามฆ่าเพิ่ม จำเลยทั้งสองก็ยืนยันให้การรับสารภาพ พร้อมทำหนังลงลายมือชื่อ ให้เร่งส่งฟ้อง เพราะถูกคุมขังมานาน และอาจเสียสิทธิ์การขออภัยโทษ ซึ่งบันทึกการจับกุมกระทำต่อหน้าตำรวจ ผลตรวจร่างกายไม่พบบาดแผล แสดงให้เห็นว่า การจับกุม สอบสวน จำเลยทั้งสองไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ทั้งยังพาไปชี้จุดเกิดเหตุต่าง ๆ ทั้งบ้านพักนายประมาณ จุดรับเงินได้อย่างละเอียดถูกต้อง เจือสมพยานโจทก์ให้มีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของจำเลยที่1 ซึ่งรู้จักกับจำเลยที่ 2 และเป็นหลานเขย ส่วนจำเลยที่ 3 รู้จักกับนายบรรเจิด 5 – 6 ปี

ขณะที่ชุดพนักงานสอบสวนก็เบิกความสอดคล้องกันว่า หลังทราบเรื่อง การจ้าง งานฆ่า จึงให้ ส.ต.อ.ไพศาล ทรัพย์อนันต์ ปลอมเป็นมือปืนโดยมีจำเลยที่ 1 และ 2 ขับรถพาไปชี้บ้านนายประมาณ โดยมี พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย กับพวกขับรถติดตาม เมื่อถึงหน้าบ้านนายประมาณ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุม พยานโจทก์ทุกปากล้วนเบิกความสอดคล้องต้องกัน ซึ่งไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ทั้งชุดคณะสอบสวนมีมาก 12 คน จึงยากที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะปรักปรำใส่ร้าย ข้ออ้างจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1-2 ใช้จ้างวานฆ่านายประมาณโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง

ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์มีนายบรรเจิด พยานเบิกความว่า เมื่อเดือน ต.ค.35 จำเลยที่ 3 นัดให้ไปพบที่บ้านพักหลัง บริษัท การบินไทย ให้ช่วยหามือปืน และต่อมาจำเลยที่ 3 ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ โดยพยานพาจำเลยที่ 1 ไปพบจำเลยที่ 3 และไปรับประทานอาหารที่ร้านเพลิน ถนนวิภาวดี เมื่อปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1-2 ว่านายบรรเจิด ไม่เคยรู้จักกับนายประมาณมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลที่ทั้ง สาม จะว่าจ้างมือปืนไปฆ่านายประมาณ ตามลำพัง เชื่อว่ามีผู้บงการอีกทอดหนึ่ง และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 3 กับนายบรรเจิด ซึ่งรู้จักกันมานาน 5-6 ปี โดยเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ด้วยกัน เคยไปมาหาสู่กันเป็นประจำ และขณะที่จำเลยที่ 3 ตั้งสำนักพิมพ์ที่จังหวัดสตูล จำเลยที่ 3 ได้ให้นายบรรเจิดไปช่วยงาน และนายบรรเจิด เคยยืมเงิน 1 แสนบาท และจำเลยที่ 3 ไม่ทวงคืน แสดงว่า จำเลยที่ 3 กับนายบรรเจิด มีความสนิทสนม และไว้วางใจกัน การที่จำเลยที่ 3 ติดต่อให้นายบรรเจิด ช่วยหามือปืน จึงไม่มีข้อควรสงสัย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 จ้างวานให้นายบรรเจิด จัดหามือปืนฆ่านายประมาณ

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าสนิทสนมกับนายบรรเจิด เฉพาะเรื่องงานแต่ไม่เคยไว้วางใจ หรือเชื่อมั่น ถึงกับจะว่าจ้างให้นายบรรเจิดไปหามือปืน โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ติดต่อกับนายบรรเจิด ตั้งแต่ปี 2535 เพราะจับได้ว่า นายบรรเจิดมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาของจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.36 ภรรยาของจำเลยที่ 3 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกัน ได้รู้จักกับนายบรรเจิด มานาน 3 ปีเศษ ขณะที่นายบรรเจิด ไปช่วยงาน จำเลยที่ 3 ทำหนังสือพิมพ์ที่จังหวัดสตูล โดยพยานแยกทางกับจำเลยที่ 3 มานานแล้ว 6 เดือน ขณะที่ภรรยาของนายบรรเจิด ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกัน ยืนยันว่า สาเหตุที่ภรรยาของจำเลยที่ 3 แยกทางนั้น เป็นเพรามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 กับนายบรรเจิดมีเรื่องบาดหมางใจ เพราะเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาว ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างด้วยว่า นายบรรเจิดไม่พอใจที่จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีกับคนงานที่นายบรรเจิดพามาทำนากุ้ง ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ขณะที่ถูกจับกุมที่กองปราบปรามเมื่อวันที่ 28 พ.ค.36 นายบรรเจิด มาพบและพยายามพูดให้จำเลยที่ 3 รับสารภาพ ซึ่งจะได้ถูกกันไว้เป็นพยาน ศาลเห็นว่าหากทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันจริง ตำรวจคงไม่พานายบรรเจิด มาพบ จึงแสดงให้เห็นว่าทั้งสองมีความสนิทสนมคุ้นเคย และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองถึงขั้นต้องเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ได้รับโทษ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

สำหรับจำเลยที่ 4 นายบรรเจิดเบิกความว่า หลังจากพบจำเลยที่ 3 เมื่อเดือน ต.ค.35 แล้ว ต่อมาไปพบที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ธ.ค.35 อีกครั้ง แจ้งให้ทราบว่าหามือปืนได้แล้ว และจำเลยที่ 3 บอกว่าจะให้ไปฆ่านายประมาณ โดยพยานไม่ได้ถามว่าเหตุใดจึงจ้างให้ฆ่าแต่เข้าใจว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับนายประมาณ แต่มีผู้ใช้มาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งขณะขับรถไปดูบ้านนายประมาณ พยานถามจำเลยที่ 3 ว่า งานนี้จำเลยที่ 4 สามีของนางยินดี ซึ่งมีความสนิทสนมกับจำเลยที่ 3 สั่งให้ไปฆ่าใช่หรือไม่ จำเลยที่ 3 บอกว่าใช่ เห็นว่าแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยัน ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 หามือปืนเพื่อฆ่านายประมาณ โดยโจทก์มีเพียงนายบรรเจิด และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ว่าจ้างเท่านั้น ซึ่งถือเป็นพยานบอกเล่าที่น้ำหนักน้อยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายประมาณ ประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนจะเห็นได้ว่า นายประมาณ ไม่เคยรู้จัก หรือมีเหตุโกรธเคืองกับ จำเลยที่ 1-3 และนายบรรเจิด มาก่อน จึงไม่มีมูลเหตุจูงใจที่ทั้งสามจะฆ่านายประมาณ พยานหลักฐานโจทก์ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1-3 และนายบรรเจิด ใช้ จ้างวานฆ่า นายประมาณ จริงโดยมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเรื่องนี้ นายประมาณ ได้เบิกความว่า การปฏิบัติราชการของพยานในบางเรื่อง อาจทำให้จำเลยที่ 4 สูญเสียผลประโยชน์ โดยเมื่อพยานเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ดูแลเรื่องการก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ โดยจำเลยที่ 4 มีบทบาทสูงในการออกแบบ ซึ่งคาดว่าจะได้เป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่งมีงบประมาณสูง 3,000 ล้านบาท แต่ในเรื่องการก่อสร้างไม่ได้ดำเนินการ เพราะเห็นว่างบประมาณที่ได้รับมาดังกล่าว ควรนำไปให้ต่างจังหวัดที่ขาดแคลน ส่วนศาลฎีกาเดิมให้ปรับปรุงซ่อมแซม

ขณะที่นางสุกัญญา สุรภักดี พยานโจทก์อีกปากเบิกความว่าได้ทำธุรกิจกับจำเลยที่ 4 และระหว่างปี 2530-2531 เห็นจำเลยที่ 4 เขียนแบบสร้างอาคารศาลฎีกา แต่เมื่อ ครม.ไม่อนุมัติแบบแปลนจำเลยที่ 4 มีความโกรธมาก โดยขณะที่นางยินดี ภรรยาจำเลยที่ 4 อยู่ที่สำนักงานได้พูดเสียงดัง ด่าผู้ที่คัดค้านการออกแบบ นอกจากนี้นายประมาณยังเบิกความด้วยว่าจำเลยที่ 4 ทราบว่าตระกูลของพยานสนิทกับตระกูลเตชะไพบูลย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อพยานสั่งเร่งรัดคดีจำเลยที่ 4 จึงกลัวว่าจะได้รับความเสียหายและได้มีการวางแผนขัดขวางพยานกับพวกไม่ให้มีความเจริญในหน้าที่การงานในยุควิกฤติตุลาการ โดยที่คำให้การของผู้พิพากษาฝ่ายาพยานโจทก์หลายคนเบิกความว่าขณะที่นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานศาลฎีกาได้มีการผลักดันให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้ประธานศาลฎีกาอยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไปเพื่อขัดขวางไม่ให้นายประมาณได้เป็นประธานศาลฎีกา แต่พระราชกำหนดไม่ผ่านสภา ขณะที่ผู้พิพากษาก็คัดค้านการออกพระราชกำหนด โดยจำเลยที่ 4ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าเห็นด้วยกับพระราชกำหนดและได้มีการกล่าวโจมตีนายประมาณอย่างรุนแรงว่าหากได้รับเลือกเป็นประธานศาลฎีกาก็เป็นการทวนกระแส ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ทุกปากเบิกความสนับสนุนคำเบิกความนายประมาณและพยานโจทก์ส่วนใหญ่เป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในคดี ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความพยานโจทก์ที่กล่าวถึงความเชื่อมโยงผลประโยชน์ด้านธุรกิจและการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างนายประมาณกับจำเลยที่ 4 น่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 3และ 4 พบว่าจำเลยที่ 3 ให้ความเคารพจำเลยที่ 4 มากเรียกว่าอาจารย์หรือบางครั้งเรียกเฮียและเมื่อจำเลยที่ 3 ทำรังนกขาดทุน จำเลยที่ 4 ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้รังนกขายได้ รวมทั้งช่วยวิ่งเต้นหาเงินให้จำเลยที่ 3 ทำนากุ้งโดยช่วยคำประกันเงินกู้ให้วงเงินถึง 24 ล้านบาท หากไม่มีความไว้ใจกันแล้วจำเลยที่ 4 คงไม่รับภาระค้ำประกัน และจากการตรวจค้นห้องจำเลยที่ 3 ที่จ.สตูลยังพบใบปลิวโจมตีนายประมาณเกี่ยวกับวิกฤติตุลาการด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความสนิมสนมกัน ซึ่งปกติการใช้จ้างวานฆ่ามักกระทำด้วยการบอกกล่าวกันทางวาจาและในที่ลับปราศจากการรู้เห็นของบุคคลภายนอก ดังนั้นพยานแวดล้อมที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 มีสาเหตุโกรธเคืองและกระทำการมุ่งทำลายนายประมาณอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจำเลยที่ 1-4และนายบรรเจิดยังมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีการใช้ จ้างวานกันเป็นทอดๆ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 บงการฆ่านายประมาณ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 4 ที่ว่าไม่มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 3 ที่จะจ้างวานใช้ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่1-4 ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีความผิดตามมาตรา 289 (4) ซึ่งความผิดนั้นมีโทษประหารชีวิต แต่เมื่อความผิดไม่ได้ทำลงเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำผู้ใช้จึงต้องระวางโทษเพียง 1ใน 3 ของโทษประหารชีวิตคือกึ่งหนึ่งของโทษจำคุก 50 ปี จึงให้จำคุกจำเลยทั้ง 4 คนละ 25 ปี แต่จำเลยที่ 1-2ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เห็นควรลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ2 ไว้คนละ 16 ปี 8 เดือน

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ

ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 3 พันล้านบาท

Leave a Comment