รับสภาพหนี้ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง มีผลเช่นไร ?

การรับสภาพหนี้ เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

  1. รับสภาพหนี้ก่อนฟ้องคดี ก็ทำสัญญารับสภาพหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้
  2. การชำระหนี้บางส่วนตามคำพิพากษา ก็ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้เช่นกัน และมีผลทำให้อายุความบังคับคดีสะดุดหยุดลงด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 5695/2558)

ป.พ.พ. อายุความ มาตรา 193/32
ป.วิ.พ. บังคับคดี มาตรา 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9, 14
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5695/2558
การนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งอันถึงที่สุดมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ไม่ใช่เรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 คดีดังกล่าวศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่คดีถึงที่สุด อายุความจึงเริ่มนับ แต่ปรากฏว่าระหว่างยังไม่พ้นอายุความในวันที่ 21 มกราคม 2554 จำเลยชำระหนี้บางส่วนตามคำพิพากษาให้แก่
โจทก์เป็นเงิน 2,064,440 บาท กรณีถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยชำระหนี้ให้บางส่วน ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับถัดจากวันที่ 21 มกราคม 2554 ไปอีก 10 ปี ตามมาตรา 193/14 (1) ประกอบมาตรา 193/15 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 จึงอยู่ในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง โจทก์จึงมีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษานั้นมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ และแม้ว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 จำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 2,064,440 บาท เพื่อให้โจทก์ถอนการบังคับคดีแพ่งเฉพาะจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่ดำเนินการ แต่ก็เป็นเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาและจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมทั้งสิ้นถึง 12,584,200.40 บาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย (จบฎีกาย่อสั้น 5695/2558)

การรับสภาพหนี้ที่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 นั้น ถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ซึ่งจะต้องมีผู้รับการแสดงเจตนารับสภาพหนี้ เจ้าหนี้หาต้องมาเป็นคู่สัญญาหรือมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเป็นคู่สัญญาด้วยก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 306/2538) แต่บุคคลภายนอกที่มิได้เป็นลูกหนี้จะเข้าผูกพันตนชำระหนี้แทนก็ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2537) ทั้งการรับสภาพหนี้เป็นเพียงการยอมรับสภาพความรับผิดในมูลหนี้เดิมหาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2537 และที่ 5587/2538) ซึ่งถ้าหากลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยทำเป็นหนังสือ ชำระหนี้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกันหรือกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยให้เห็นเป็นปริยายว่า ลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้นั้นจริงแล้ว ก็เป็นการรับสภาพหนี้ มีผลให้อายุความที่โจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้สะดุดหยุดลง โดยมิให้นับระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนเข้าในอายุความ และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามมูลหนี้เดิมตั้งแต่เวลานั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2709/2538 และ 3831/2547) นอกจากนี้การรับสภาพหนี้ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป การรับสภาพหนี้จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบุคคลอื่นๆ แล้วนำไป เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือรับสภาพหนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2537)

คำถามที่น่าคิดมีว่า ถ้าลูกหนี้รู้อยู่แล้วและยอมรับสภาพความเป็นหนี้โดยมีการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งหรือเป็นปริยายว่าลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้ เช่น ลูกหนี้ติดต่อประนอมหนี้ทางโทรศัพท์กับเจ้าหนี้หรือลูกหนี้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ยอมรับว่าเป็นลูกหนี้และติดต่อขอลดหนี้ หรือแม้กระทั่งลูกหนี้ติดต่อโดยผ่านญาติมิตร เพื่อนพ้องของลูกหนี้เพื่อต่อรองหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือหรือมีพยานเอกสารมาแสดง แต่พฤติการณ์ต่างๆ ถือเป็นการประนอมหนี้ที่ซึ่งอาจมีผลทำให้อายุความที่เจ้าหนี้จะบังคับได้สะดุดหยุดลงเช่นกัน แต่เมื่อวิธีการต่างๆ ข้างต้นไม่สำเร็จลูกหนี้ย่อมต้องชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้บางส่วน แม้การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวจะกระทำภายหลังล่วงเลยอายุความหรือครบอายุความที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องกับลูกหนี้แล้ว กรณีนี้จะเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเพียงมีผลให้ลูกหนี้ไม่อาจเรียกคืนได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28
คำตอบ แนวคิดแรกเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้ที่เดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ที่ 7354/2546 และที่ 1482/2547 ที่แปลความเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า การรับสภาพหนี้โดยวิธีการชำระหนี้บางส่วนต้องกระทำก่อนครบกำหนดอายุความเท่านั้น มิเช่นนั้นถือเป็นการชำระหนี้โดยลูกหนี้ไม่มีสิทธิเรียกคืนได้ ซึ่งเป็นการแปลความเจตนารมณ์ของกฎหมายให้มีผลร้ายต่อเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง
คำตอบ แนวคิดที่สองเห็นว่า เมื่อการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารหรือต้องทำเป็นหนังสือแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2537) ดังนั้น แม้ต่อมาจะล่วงเลยอายุความที่เจ้าหนี้อาจบังคับเอากับลูกหนี้ได้ แต่เมื่อลูกหนี้เองยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง โดยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วนั่นย่อมยิ่งกว่าเป็นการกระทำโดยปริยายว่าลูกหนี้เป็นหนี้
เจ้าหนี้ โดยเฉพาะการรับสภาพหนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 หมวด 1 เรื่องอายุความ ก็มิได้บัญญัติให้ต้องมีการรับสภาพหนี้ก่อนครบอายุความแต่อย่างใด การตีความให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์โดยลูกหนี้เองก็ยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้ย่อมไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การรับสภาพหนี้ภายหลังครบอายุความเป็นผลร้ายแก่เจ้าหนี้และไม่อาจบังคับได้ น่าจะต้องบัญญัติกฎหมายไว้ให้ชัดแจ้ง มิใช่บัญญัติไว้เพียงให้ลูกหนี้จะเรียกคืนเงินที่ชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ภายหลังครบอายุความไม่ได้เท่านั้น
ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติได้ว่า มีการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 โดยก่อนหน้านี้โจทก์มีการแจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยทราบในแต่ละงวดที่เรียกเก็บเงิน ถือได้ว่าหนี้ถึงกำหนดชำระตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละครั้ง เมื่อจำเลยไม่ชำระตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ โจทก์ก็อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัด แต่เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ดังกล่าว อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 และอายุความย่อมเริ่มนับใหม่ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา (วันที่ 11 มิถุนายน 2550) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อนับระยะเวลาถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 สิงหาคม 2550) คดีนี้โจทก์น่าจะอยู่ภายในอายุความ 2 ปี ทั้งนี้ เทียบเคียงตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2547 พิสิฐ ธรรมกุล

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment