รถหาย ที่ลานจอดรถในห้างฯ …ใครต้องรับผิดชอบ ?

พี่ตุ๊กตา เห็นแชร์กันผิด ๆ ว่อน Line / Facebook ให้ทำโน่นนี่นั่น เช่น รีบหาใบเสร็จซื้อของในห้าง เก็บไว้เป็นหลักฐาน พวกเราอย่าเชื่อเรื่องที่แชร์ในโซเชียลทันทีทันใด เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของบทความ

เมื่อก่อนเวลาเราเอารถไปจอดในห้างฯ ต้องแลกบัตร แล้วห้างฯ ก็จะดูแลรถเราเป็นอย่างดี แต่อยู่มาวันหนึ่ง รถของลูกค้าหาย ลูกค้าก็เลยฟ้องร้องว่าห้างฯ ไม่ดูแลรถให้ดี ทางห้างฯ ก็พยายามอ้างว่าเป็นความผิดของ รปภ. ให้ไปเอาผิดกับบริษัท รปภ. แต่ศาลไม่เห็นด้วย และให้เหตุผลว่าห้างฯ เป็นผู้จ้างบริษัท รปภ. ดังนั้นเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นห้างฯ ในฐานะตัวการ จะต้องรับผิดร่วมกับตัวแทน ส่วนห้างจะไปไล่เบี้ยเอากับบริษัท รปภ. ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หลังจากนั้น ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็เลยงดการแลกบัตร และติดตั้งกล้องวงจรปิดแทน แล้วก็บอกว่าที่ให้จอดรถ ไม่ใช่เป็นการรับฝากรถนะ และยังเขียนป้ายบอกอีกว่า ทางห้างฯ ไม่รับผิดชอบ กรณีเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของลูกค้า ซึ่งทางห้างคิดว่าถ้าทรัพย์สินลูกค้าสูญหายในห้างฯ ก็คงไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว …แต่จะเป็นดังที่ห้างฯ คิดหรือเปล่า เรามาดูกัน…

  • ทำไมถึงไม่ใช่การรับฝากรถ…เพราะการรับฝากทรัพย์จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 “อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้”
  • การให้เข้าไปจอดรถในห้างฯ จึงไม่ใช่การฝากทรัพย์ แน่นอน เพราะยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีการส่งมอบทรัพย์สิน เพราะลูกค้าเป็นผู้ที่ขับรถเข้าไปจอดในห้างฯเอง และเป็นผู้เก็บกุญแจรถไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ ทางห้างฯก็ไม่ได้ตกลงจะเก็บรักษารถให้ เพียงแค่ให้บริการที่จอดรถ ฟรีบ้าง เก็บเงินบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้เป็นการฝากทรัพย์แต่อย่างใด
  • นอกจากนี้ ก็ไม่ใช่สัญญาให้เช่าที่จอดรถ หรือถึงจะเป็นสัญญาให้เช่าที่จอดรถ ผู้ให้เช่าก็ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายกรณีรถหาย เว้นแต่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าเอง

ดังนั้น ห้างฯ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับฝากทรัพย์หรือสัญญาเช่า แต่ห้างฯ ก็ยังอาจต้องรับผิดเพราะเหตุละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่บัญญัติไว้ความว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

การให้บริการสถานที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ

การที่ห้างฯ ยกเลิกการแลกบัตร โดยใช้กล้องวงจรปิดแทน แสดงให้เห็นว่าเดิมห้างฯ เคยใช้วิธีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีที่มีการตรวจสอบการเข้าออกของรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯ โดยพนักงานและค่อนข้างรัดกุมเพราะหากไม่มีบัตรผ่านเข้าออก กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของห้างฯ แต่ห้างฯ กลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกจากลานจอดรถห้างฯ และโจรกรรมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น การที่รถยนต์ของลูกค้าสูญหายขณะที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของห้างฯ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของห้างฯ

และที่ห้างฯ ปิดประกาศไว้ว่า จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของห้างฯ แต่ฝ่ายเดียว ไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการกระทำละเมิดของห้างฯ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง  3126/2555, 7471/2556, 10570/2557, 4845/2555, 5800/2553, 5398/2538

รถหายในห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2555

บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์
นายเช้า ปุ้มกระโทก กับพวก จำเลย
บริษัทเซ็นทรัลตี้เรียลตี้ เซอร์วิส จำกัด จำเลยร่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 427

โจทก์นำสืบเพียงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ลานจอดรถชั้นเกิดเหตุโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปล่อยปละละเลยมิได้ดูแลรักษาความปลอดภัยตามหน้าที่ของตนแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเหตุให้มีคนเข้ามาลักรถยนต์คันดังกล่าว หรือมีหน้าที่รับบัตรจอดรถคืนในขณะเกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยหายไป จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยร่วมว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในอาคาร จำเลยร่วมย่อมเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความปลอดภัยในอาคาร จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัย ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปในทางการที่มอบหมายให้ทำแทนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบ 420

อาคารจอดรถเป็นอาคารห้างสรรพสินค้าที่จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการจำหน่ายสรรพสินค้า และได้ความตามหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ว่าจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายสรรพสินค้าเป็นหลัก จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์บริหารจัดการร้านค้าเพื่อประกอบการค้าในลักษณะศูนย์การค้าด้วย ชื่อของจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมมีคำว่า เซ็นทรัล ประกอบกับกรรมการของจำเลยที่ 3 มี น. กับอีก 11 คน ในจำนวน 11 คน มีชื่อสกุลเดียวกับ น. ถึง 9 คน ส่วนจำเลยร่วมก็มี ว. กับอีก 7 คน เป็นกรรมการในจำนวน 7 คน มีชื่อสกุลเดียวกับ ว. ถึง 5 คน ทั้งอาคารมีที่จอดรถที่เดียวกัน ใช้บัตรจอดรถเดียวกันมีเครื่องหมายของศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า แม้จำเลยที่ 3 กับจำเลยร่วมเป็นบริษัทคนละบริษัท แต่ตามหลักฐานและพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 กับจำเลยร่วมเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ประกอบกิจการค้าหาประโยชน์จากการใช้สถานที่ศูนย์การค้าที่อาคารร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือจำเลยที่ 3 มีหน้าที่จำหน่ายสรรพสินค้าเป็นหลัก จำเลยร่วมมีหน้าที่บริหารจัดการรวมทั้งบริหารจัดการเกี่ยวกับการจอดรถของลูกค้า แม้จำเลยร่วมผู้เดียวลงชื่อเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าทั้งจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัย โดยจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยร่วมเป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยร่วม

(ประทีป ดุลพินิจธรรมา-มานัส เหลืองประเสริฐ-สุนทร ทรงฤกษ์)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน – นายสุดสาคร เวชยชัย
ศาลอุทธรณ์ – นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.285/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ884/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ198/2546

รถหายในห้างบิ๊กซี สาขา ลำลูกกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2556

บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำเลย
บริษัททีเคเอสเซฟตี้การ์ด จำกัด จำเลยร่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

จำเลยเป็นห้างสรรพสินค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค ย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ หรือไม่ แม้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9), 34 บัญญัติให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอาคารต้องจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร แต่จำเลยยังต้องคำนึงและมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเอง การที่จำเลยเคยจัดให้มีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้าที่เข้ามาในห้างซึ่งเป็นวิธีการที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะหากไม่มีบัตรผ่าน กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของจำเลย แต่ขณะเกิดเหตุกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสียโดยใช้กล้องวรจรปิดแทน เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกลานจอดรถห้างฯ ของจำเลยและโจรกรรมรถได้โดยง่ายยิ่งขึ้น แม้จำเลยจะปิดประกาศว่าจะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ รวมทั้งการที่ลูกค้าก็ทราบถึงการยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ แต่ยังนำรถเข้ามาจอดก็ตาม ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการทำละเมิดของจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 200,475 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 198,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัททีเคเอสเซฟตี้การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วม ร่วมกันใช้เงินจำนวน 198,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,475 บาท กับให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่รถยนต์ของ นายวินัยสูญหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ ดังนี้ ลูกค้าที่มาใช้บริการยังสาขาต่าง ๆ ของจำเลย รวมทั้งสาขาลำลูกกาที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นผู้ที่มาอุดหนุนสินค้าของจำเลย จำเลยย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ หรือไม่ หากจำเลยจัดสถานที่จอดรถไว้กว้างขวางมีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมดึงดูดลูกค้าให้เข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ทั้งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9), 34 ยังได้บัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องมีพื้นที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับว่าการจัดสถานที่จอดรถของจำเลยเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีจำเลยยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สินและมีหน้าที่ดูแลด้วยตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเอง ได้ความจากนายชานุ หัวหน้าฝ่ายป้องกันการสูญหายของจำเลยสาขาลำลูกกาเบิกความว่า รถยนต์ของนายวินัยหายไปขณะจอดอยู่ในลานจอดรถของจำเลย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยได้จัดให้มีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้าที่เข้ามาในห้างของจำเลย แต่ขณะเกิดเหตุยกเลิกไปแล้ว โดยใช้กล้องวงจรปิดแทน แสดงให้เห็นว่าเดิมจำเลยเคยใช้วิธีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีที่มีการตรวจสอบการเข้าออกของรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการในห้างสรรพสินค้าของจำเลยโดยพนักงานและค่อนข้างรัดกุมเพราะหากไม่มีบัตรผ่านเข้าออก กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของจำเลย แต่จำเลยกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกจากลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลยและโจรกรรมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น การที่รถยนต์ของนายวินัยสูญหายขณะที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของจำเลยจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย และที่จำเลยปิดประกาศไว้ว่า จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลย และการที่นายวินัยหรือลูกค้าซึ่งทราบถึงการยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ แต่ยังคงเข้ามาจอดรถเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยจะถือว่าเป็นการเสี่ยงภัยเองของนายวินัยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่รถยนต์ของนายวินัยสูญหายไปเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 บัญญัติ คำว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือรับจำนวนเงินใช้ให้และบัญญัติในวรรคท้ายอีกว่า ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์จะเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ได้ ดังนี้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แสดงว่าสาระสำคัญในสัญญาประกันภัยประกอบด้วยคู่สัญญาอย่างน้อยสองฝ่าย ได้แก่ ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัย ส่วนผู้รับประโยชน์จะมีหรือไม่ก็ได้ ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ หากไม่ระบุผู้รับประโยชน์ไว้ ก็ต้องถือว่าผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อกรมธรรม์ประกันภัย นายวินัยเป็นผู้เอาประกันภัย จึงเป็นผู้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายวินัยที่ถูกคนร้ายลักไป เมื่อได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทกรุงไทย ออโต้ลีส จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่นายวินัยเช่าซื้อมาโดยความยินยอมของนายวินัย จึงรับช่วงสิทธิของนายวินัยผู้เอาประกันภัยในอันจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ตนได้ชดใช้จากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของนายวินัยเป็นรถเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วไม่ใช่รถใหม่ป้ายแดง นายวินัยใช้รถมาแล้วประมาณ 3 ถึง 4 ปี ได้รับวงเงินประกันภัยไม่เกิน 200,000 บาท ผ่านการใช้งานหนักและเสื่อมสภาพ ค่าเสียหายจึงไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์มิได้หักค่าเสื่อมราคาของรถจึงไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยกลับไม่นำสืบรายละเอียดให้ได้ความตามที่อ้างมาในคำให้การและในฎีกา เมื่อโจทก์มีหลักฐานว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทกรุงไทย ออโต้ลีส จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นจำนวนเงินในวงเงินที่เอาประกันภัยไว้ จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(วาสนา หงส์เจริญ -วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ปิยกุล บุญเพิ่ม)
ศาลจังหวัดธัญบุรี – นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 – นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1910/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม905/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม907/2553

รถหายในห้างโลตัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2557

บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัดโจทก์
บริษัทเอก – ชัย ดีสทริ บิวชั่น ซิสเทม จำกัด จำเลย
บริษัทเจนเนอรัล การ์ด กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยร่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 657

ผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถเข้ามาจอดจะต้องหาสถานที่จอดเอง เก็บกุญแจรถไว้เอง และจะต้องดูแลรถกับทรัพย์สินภายในรถเอง ทั้งนี้ จำเลยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการในการนำรถเข้าจอด ดังนั้นความครอบครองในรถยังคงอยู่กับเจ้าของรถหรือผู้ที่นำรถเข้ามาจอด จำเลยจึงไม่ใช่ผู้รับฝากรถและไม่ได้รับประโยชน์อันเนื่องจากการที่มีผู้นำรถเข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าและการบริการซึ่งเป็นปกติทางการค้าเท่านั้น

พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้คนร้ายลักรถกระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปโดยไม่ตรวจสอบบัตรอนุญาตจอดรถให้ถูกต้อง และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้ระมัดระวังดูแลรักษาความปลอดภัยสำหรับรถที่มีผู้นำมาจอดในห้างสรรพสินค้าของจำเลยตามสมควรแล้ว การที่รถสูญหายมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของจำเลยและจำเลยร่วม ดังนั้นจำเลยและจำเลยร่วม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

(วันทนี กีรติพิบูล-สุนทร ทรงฤกษ์-สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล)

ศาลจังหวัดสมุทรสาคร – นายสมพงค์ วงค์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 – นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1856/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ879/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ324/2554

รถหายในห้างโลตัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4845/2555

บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัดโจทก์
บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวก จำเลย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 427

จำเลยที่ 1 มีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะนำรถเข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เสียก่อน และเมื่อจะนำรถออกจากบริเวณลานจอดรถก็จะต้องนำบัตรจอดรถมอบคืนแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทางออกจึงจะนำรถออกจากลานจอดรถได้ แม้ผู้ที่มาใช้บริการที่จอดรถเป็นผู้เลือกที่จอดรถ ดูแลปิดประตูรถ และเก็บกุญแจรถไว้เอง และไม่ต้องเสียค่าบริการก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาก็ย่อมทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าบริเวณที่จอดรถดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีบริการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนรถที่ลูกค้าจะนำเข้าจอดขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยโดยถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ ซึ่งถือได้ว่ามีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดโดยปล่อยปละละเลยให้คนร้ายลักรถของ อ. ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจอดรถอยู่ในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 420 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าเสียหายในการที่รถสูญหายจึงรับช่วงสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 284,036 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 270,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ท – 3696 นครราชสีมา ไว้จากนายอำภา ญาติจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าใช้ชื่อว่า ห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสระบุรี เป็นสาขาหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลทรัพย์สินในบริเวณสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 นายอำภาขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าโลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสระบุรี โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มอบบัตรจอดรถให้นายอำภาที่บริเวณทางเข้าห้างจำเลยที่ 1 และการที่ลูกค้านำรถออกจากห้างจำเลยที่ 1 ลูกค้าต้องคืนบัตรจอดรถให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 หากลูกค้าไม่มอบบัตรจอดรถลูกค้าจะต้องนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและหลักฐานการเป็นเจ้าของรถมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จึงจะนำรถออกไปจากห้างจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ทำให้คนร้ายลักรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากนายอำภาไปได้ หลังเกิดเหตุนายอำภาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสระบุรี และโจทก์ได้จ่ายเงินตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วจำนวน 270,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เสียก่อน และเมื่อจะนำรถออกจากบริเวณลานจอดรถก็จะต้องนำบัตรจอดรถมอบคืนให้แก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทางออก จึงจะนำรถยนต์ออกจากบริเวณลานจอดรถได้ หากไม่มีบัตรจอดรถพนักงานรักษาความปลอดภัยจะไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ออก จะต้องนำหลักฐานความเป็นเจ้าของรถยนต์และบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงจึงจะนำรถยนต์ออกไปได้ แม้จะปรากฏว่าผู้ที่มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็นผู้เลือกที่จอดรถยนต์เอง ดูแลปิดประตูรถยนต์และเก็บกุญแจรถยนต์ไว้เอง และไม่ต้องเสียค่าบริการก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าบริเวณลานจอดรถนั้น จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีบริการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนรถยนต์ที่ลูกค้าจะนำเข้ามาจอดขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยโดยถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ ซึ่งถือได้ว่ามีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดโดยปล่อยปละละเลยให้คนร้ายลักรถยนต์ของนายอำภา ผู้เอาประกันภัยซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบด้วยมาตรา 420 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าเสียหายในการที่รถยนต์สูญหายครั้งนี้ไปแล้ว จึงรับช่วงสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(สมชาย สินเกษม-มานัส เหลืองประเสริฐ-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ – นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ศาลอุทธรณ์ – นายจิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.543/2547

รถหายในห้างโลตัส สาขามีนบุรี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5800/2553

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โจทก์
บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวกจำเลย
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.3, 39

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 425, 427

แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี จะไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่มาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 และไม่มีการเก็บค่าจอดรถก็ตาม แต่การก่อสร้างห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้ต้องมีที่จอดรถ 1 คัน ต่อพื้นที่ทุกๆ 20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยของห้าง โดยต้องตรวจบัตรเมื่อจะนำรถออกให้ตรงกับทะเบียนรถ จึงเป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้า ตามพฤติการณ์เป็นการให้บริการอย่างหนึ่งที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้า ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จึงเป็นผู้ให้บริการ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 3 และนอกจากผู้บริโภคในคดีนี้แล้วยังมีผู้บริโภคอื่นอีกหลายรายที่นำรถไปจอดในที่จอดรถของห้างจำเลยที่ 1 แล้วสูญหายไป การดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 39 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง เมื่อปรากฏว่ารถที่สูญหายไปบัตรจอดรถยังอยู่ที่ผู้บริโภค การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ระมัดระวังในการออกบัตรจอดรถและตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดเป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้บริโภคถูกลักไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้บริโภค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้าง ตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับมอบหมายจึงต้องรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้บริโภค จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 427

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ ผู้บริโภค

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ประมาทเลินเล่อแต่ได้ใช้ความระมัดระวังป้องกันโดยใช้ระบบบัตรผ่านเข้าออกลานจอดรถแล้วแต่นายอลงลาภเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่ล็อกประตูรถ ไม่ติดสัญญาณป้องกันการโจรกรรมจึงถูกคนร้ายโจรกรรมรถได้ง่ายการที่รถยนต์ของนายอลงลาภสูญหายเพราะคนร้ายปลอมบัตรผ่านเข้าออกเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะป้องกันได้ รถยนต์พิพาทสภาพเก่าราคาไม่เกิน 100,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 220,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอลงลาภ (ผู้บริโภค)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้บริโภคขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 1ฎ-3500 กรุงเทพมหานคร เข้าไปจอดในที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส สาขามีนบุรี ของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของผู้บริโภคที่จอดไว้ดังกล่าวได้หายไป แม้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถของลูกค้าที่นำมาจอดเพื่อใช้บริการของห้างจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ห้างจำเลยที่ 1 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้เจ้าของอาคารต้องมีที่จอดรถ 1 คันต่อพื้นที่ทุก ๆ 20 ตารางเมตร จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดสร้างที่จอดรถดังกล่าวและได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการดูแลรักษาความปลอดภัยห้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งในการนำรถยนต์เข้ามาจอดรถในห้างดังกล่าว ต้องรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 และเมื่อจะนำรถยนต์ออกจากห้างต้องแสดงบัตรจอดรถที่ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตรวจดูว่าถูกต้องจึงจะอนุญาตให้นำรถออกจากห้างของจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ไม่มีการเก็บค่าจอดรถก็ตาม แต่ก็เป็นการจัดที่จอดรถให้แก่ลูกค้าตามบทบัญญัติของกฎหมาย และตามพฤติการณ์ยังเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 ที่มีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ให้บริการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 การดำเนินคดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคโดยส่วนรวมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้คนร้ายนำรถของผู้บริโภคออกจากลานจอดรถที่เกิดเหตุโดยไม่ระมัดระวังในการตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ของผู้บริโภคถูกลักไป เป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 และที่ 4 พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างที่กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 อันเป็นการละเมิดต่อผู้บริโภค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อผู้บริโภค นอกจากจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วยังรวมตลอดถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลหรือครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบริเวณห้างจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์พิพาทของผู้บริโภคสูญหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

(ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-ธานิศ เกศวพิทักษ์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว)

ศาลจังหวัดมีนบุรี – นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ – นายโสรัตน์ เพียรอนุกุล
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ(พ)11/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม1678/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม6145/2548

รถหายในห้างมาบุญครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2538

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 425, 438
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142, 225

ตามฟ้องของโจทก์มิได้ให้จำเลยรับผิดตามสัญญาฝากทรัพย์ ฟ้องโจทก์มีแต่เรื่องละเมิด เรื่องฝากทรัพย์จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ศาลจะพิพากษาให้ชำระหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์ไม่ได้ เรื่องฝากทรัพย์จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องฝากทรัพย์ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ อาคารจอดรถของบริษัทจำเลยที่ 5 มีทางเข้า 1 ทางทางออก 1 ทาง ปากทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยเก็บเงินพร้อมกับออกบัตรค่าเช่าที่จอดรถราคา 5 บาท โดยจดทะเบียนรถไว้ในบัตรด้วยด้านหน้าบัตรมีข้อความว่า บริการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัย ด้านหลังมีข้อความว่า ผู้ขับขี่ต้องเก็บบัตรไว้กับตัว เพื่อป้องกันรถหาย กรุณาคืนบัตรทุกครั้งก่อนออกจากบริเวณที่จอดรถ บัตรสูญหายหรือไม่นำมาแสดงบริษัทจะไม่อนุญาตให้นำรถออกจนกว่าจะหาหลักฐานมาแสดงจนเป็นที่พอใจ และในที่จอดรถมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเดินตรวจตรา ที่กำแพงบริเวณลานจอดรถก็มีคำเตือนว่ากรุณาอย่าลืมบัตรจอดรถเพราะรถยนต์อาจสูญหาย สำหรับทางขาออก มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยตรวจรับ บัตรและปล่อยรถออก แม้ผู้มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็น ผู้เลือกที่จอดรถเอง ดูแลปิดประตูรถและเก็บกุญแจรถไว้เอง อีกทั้งที่ด้านหลังบัตรมีข้อความว่า หากมีการสูญหายหรือ เสียหายใด ๆ เกิดขึ้นทุกกรณี ผู้ครอบครองต้องรับผิดชอบเอง ทุกประการก็ตาม แต่ก็ย่อมจะทำให้ผู้ใช้บริการจอดรถ โดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าที่อาคารจอดรถของจำเลยที่ 5 นี้มีบริการรักษาความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ที่จะนำเข้ามาจอดขณะมาติดต่อธุรกิจหรือซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 5 ซึ่งผู้ที่มิใช่เจ้าของรถจะลักลอบนำรถออกไปไม่ได้ ทั้งนี้โดยที่ผู้ใช้บริการที่จอดรถจะต้องเสียเงิน 5 บาทเป็นค่าตอบแทน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำก่อน ๆของจำเลยทั้งห้า ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยทั้งห้าต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ที่นำเข้ามาจอด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับ อาคารสถานที่ตลอดจนรถยนต์ที่เข้ามาจอดและความเรียบร้อยโดยทั่วไป ไม่มีหน้าที่โดยเฉพาะในการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และเหตุโจรกรรมรถยนต์ของโจทก์ไม่ได้เกิดต่อหน้าจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 งดเว้นป้องกันการโจรกรรมรถยนต์นั้น ดังนี้ การที่รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไปจะถือว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันผลการโจรกรรมรถยนต์นั้นไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยืนเก็บเงิน ออกบัตร จดทะเบียนรถลงในบัตรและตรวจบัตรขณะที่รถยนต์ออกจากลานจอดรถอยู่ที่คอกกั้นตรงทางเข้าออกลานจอดรถ หน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของรถนำรถออกไปจากลานจอดรถหรือป้องกันการโจรกรรมรถยนต์โดยตรง เมื่อทางเข้าออกลานจอดรถมีอยู่ทางเดียว หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งอยู่ที่คอกกั้นตรวจบัตรอย่างเคร่งครัดก็ยากที่รถยนต์ของโจทก์จะถูกลักไปได้ การที่รถยนต์ของโจทก์สูญหายไปจึงเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดอันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการ โจรกรรมรถยนต์ เป็นผลโดยตรงทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไป และเป็นการประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5จำเลยที่ 5 ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ต่อโจทก์ด้วยตามมาตรา 425 คดีละเมิด แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ฎีกาในเรื่องจำนวนความเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยถึงจำนวนความเสียหายของโจทก์และกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเสียใหม่ได้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน 5ร-7775 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2532 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา โจทก์ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อไปซื้อสินค้า ณ ศูนย์การค้าของจำเลยที่ 5 เมื่อไปถึงทางเข้า เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งประจำอยู่ในคอกยามมีชื่อของจำเลยที่ 5 แสดงให้เห็นได้เรียกเก็บเงินจากโจทก์เป็นจำนวน 5 บาท พร้อมกับจดหมายเลขทะเบียนรถลงในบัตรผ่านซึ่งมีสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 5 ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนและส่งมอบให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ เพื่อเข้าไปใช้ที่จอดรถยนต์โจทก์นำรถยนต์ไปจอดที่ชั้น 10 ดี ต่อมาเวลา 13.20 นาฬิกาเมื่อโจทก์กลับออกมา ปรากฏว่ารถยนต์ของโจทก์ได้สูญหายไปซึ่งในขณะนั้นมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งกิจการของจำเลยที่ 5ในบริเวณอาคารส่วนนี้ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ที่บริเวณที่จอดรถ และตรงทางออกมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อยู่ร่วมกันตรวจบัตรของผู้ขับรถยนต์ที่ออกจากศูนย์การค้าของจำเลยที่ 5 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่รถยนต์และทรัพย์สินของผู้มาซื้อสินค้าและบริการ แทนที่จะเดินตรวจตราไปมาในบริเวณที่ตนรับผิดชอบ กลับอยู่นิ่งเฉยเสียและปล่อยปละละเลย ทำให้คนร้ายมีเวลาเพียงพอในการนำรถยนต์ของโจทก์ออกจากที่จอดไปได้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งร่วมกันตรวจบัตรผ่านของผู้ที่จะขับรถยนต์ออกจากบริเวณศูนย์การค้า แทนที่จะใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่เคยปฏิบัติกลับจงใจหรือประมาทเลินเล่อปล่อยให้คนร้ายนำรถยนต์ของโจทก์ผ่านไปได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบัตรผ่านหรือเรียกบัตรผ่านคืนไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ และจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของศูนย์การค้าโดยเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4หรือเป็นตัวการจำต้องรับผิดร่วมด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระราคารถยนต์และทรัพย์สินที่สูญหายเป็นเงินทั้งสิ้น 266,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ได้ปลูกสร้างอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเช่าสถานที่เพื่อประกอบการค้า แต่สำหรับลานจอดรถจำเลยที่ 5 ได้ให้บริษัทดูอิ้งเวล จำกัด เช่าเพื่อทำการประกอบธุรกิจในการให้บริการจอดรถ มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2531เป็นต้นไป จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการจอดรถบนลานจอดแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 5 เป็นการฟ้องผิดตัวจำเลยที่ 1 นั้นเป็นลูกจ้างของบริษัทดูอิ้งเวล จำกัดส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 5ขณะเกิดเหตุเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกสำหรับการจราจรนอกเขตพื้นที่ลานจอดรถและดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไปเท่านั้น ไม่มีหน้าที่เฝ้าดูแลรักษารถในกิจการของบริษัทดูอิ้งเวล จำกัด การเรียกเก็บเงินค่าจอดรถและการตรวจบัตรเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บริษัทดูอิ้งเวล จำกัด ทั้งสิ้น บัตรที่ออกให้แก่ผู้จอดรถนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นค่าเช่าที่จอดรถยนต์ไม่ใช่เป็นการรับฝากทรัพย์ แม้แต่กุญแจรถก็ยังอยู่กับเจ้าของรถ ด้านหลังบัตรก็ปฏิเสธความรับผิดของผู้ให้บริการไว้แล้ว แม้ในบัตรจอดรถจะมีเครื่องหมายศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ก็ตามก็เป็นเพียงเครื่องหมายบอกชื่ออาคาร มิใช่เป็นเครื่องหมายการค้าหรือตราสำคัญของจำเลยที่ 5 การที่รถยนต์ของโจทก์สูญหายนั้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆที่ระบุว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันที่สูญหายและรถยนต์คันดังกล่าวก็เป็นรถยนต์เก่าใช้มานานแล้วมีราคาไม่เกิน 51,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 239,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ โจทก์มิได้บรรยายให้จำเลยรับผิดตามสัญญาฝากทรัพย์ ฟ้องโจทก์มีแต่เรื่องละเมิดเรื่องฝากทรัพย์จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ศาลจะพิพากษาให้บังคับชำระหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์หาได้ไม่ และเรื่องฝากทรัพย์มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ขึ้นวินิจฉัยนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาจึงเห็นควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาคารจอดรถของจำเลยที่ 5 มีทางเข้า 1 ทาง ทางออก 1 ทาง ปากทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยเก็บเงิน 5 บาทโดยจดทะเบียนรถไว้ในบัตรด้วย ตามบัตรเอกสารหมาย จ.2ซึ่งที่ด้านหน้าบัตรตอนล่างมีข้อความว่า บริการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัย ด้านหลังของบัตรมีข้อความว่า 1.ผู้ขับขี่ต้องเก็บบัตรไว้กับตัว เพื่อป้องกันรถหาย 2.กรุณาคืนบัตรทุกครั้งก่อนออกจากบริเวณที่จอดรถ ฯลฯ 6.บัตรสูญหายไม่นำมาแสดงบริษัทจะไม่อนุญาตให้นำรถออกจนกว่าจะหาหลักฐานมาแสดงจนเป็นที่พอใจ และในที่จอดรถมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเดินตรวจตราที่กำแพงบริเวณลานจอดรถก็มีคำเตือนว่า กรุณาอย่าลืมบัตรจอดรถ เพราะรถยนต์อาจสูญหายสำหรับทางขาออกมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยตรวจรับบัตรและปล่อยรถออก พฤติการณ์ดังกล่าวแม้จะปรากฏว่าผู้มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็นผู้เลือกที่จอดรถเอง ดูแลปิดประตูรถและเก็บกุญแจรถไว้เอง อีกทั้งที่บัตรค่าเช่าจอดรถด้านหลังจะมีข้อความว่า หากมีการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นทุกกรณี ผู้ครอบครองต้องรับผิดชอบเองทุกประการก็ตาม แต่ก็ย่อมจะทำให้ผู้ใช้บริการจอดรถโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่า ที่อาคารจอดรถของจำเลยที่ 5 นี้ มีบริการรักษาความเรียบร้อย ความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ที่จะนำเข้ามาจอดขณะมาติดต่อธุรกิจหรือซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 5 โดยรับดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัยทั้งขณะที่รถจอดอยู่ในอาคารและขณะที่รถจะออกจากอาคาร ซึ่งผู้ที่มิใช่เจ้าของรถและถือบัตรค่าเช่าที่จอดรถจะลักลอบนำรถออกไปไม่ได้ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบก่อน ทั้งนี้โดยที่ผู้ใช้บริการที่จอดรถจะต้องเสียเงิน 5 บาทเป็นค่าตอบแทนการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำก่อน ๆ ของจำเลยทั้งห้าก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยทั้งห้าต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยความปลอดภัยแก่รถยนต์ที่นำเข้ามาจอด สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นตัวโจทก์เบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์นำรถยนต์เข้าไปจอดเห็นจำเลยที่ 1 ยืนดูแลอยู่ใกล้ ๆ แล้วโจทก์เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ต่อมาเมื่อทราบว่ารถยนต์สูญหายจึงเดินไปสอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งยังเดินดูแลรถยนต์ที่บริเวณชั้นจอดรถ จำเลยที่ 1บอกว่าไม่เห็น ตามทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีตามที่ได้วินิจฉัยแล้วคงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับอาคารสถานที่ตลอดจนรถยนต์ที่เข้ามาจอดและความเรียบร้อยโดยทั่วไป ไม่ปรากฏว่ามีหน้าที่โดยเฉพาะในการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และไม่ปรากฏว่าเหตุโจรกรรมรถยนต์ของโจทก์ได้เกิดต่อหน้าจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 งดเว้นป้องกันการโจรกรรมรถยนต์นั้น ดังนี้ การที่รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไปจะถือว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันผลการโจรกรรมรถยนต์นั้นไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น ปรากฏว่า ยืนเก็บเงิน ออกบัตร จดทะเบียนรถลงในบัตร และตรวจบัตรขณะที่รถยนต์ออกจากลานจอดรถอยู่ที่คอกกั้นตรงทางเข้าออกลานจอดรถ หน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของรถนำรถออกไปจากลานจอดรถหรือป้องกันการโจรกรรมรถยนต์โดยตรง ซึ่งได้กล่าวแล้วว่าที่ลานจอดรถและที่ด้านหลังบัตรเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความว่า ผู้ใช้บริการลานจอดรถจะต้องเก็บรักษาบัตรไว้เพื่อตรวจขณะจะนำรถออกจากลานจอดรถมิฉะนั้น บริษัทจะไม่ยอมให้นำรถออกไปจนกว่าจะหาหลักฐานอื่นมาแสดงยืนยัน ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าทางเข้าออกลานจอดรถมีอยู่ทางเดียว หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งอยู่ที่คอกกั้นตรวจบัตรอย่างเคร่งครัดก็ยากที่รถยนต์ของโจทก์จะถูกลักไปได้ การที่รถยนต์ของโจทก์สูญหายไปนี้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด อันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ เป็นผลโดยตรงทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไป และเป็นการประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 นายจ้างย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และเมื่อคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีข้อหาฝากทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ แต่เป็นคดีข้อหาละเมิด แม้ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะไม่ฎีกาในเรื่องจำนวนความเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ในฐานผิดสัญญาฝากทรัพย์ ศาลฎีกาก็เห็นควรวินิจฉัยถึงความเสียหายของโจทก์ในฐานละเมิดตามที่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้วต่อไป ซึ่งค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า รถยนต์ของโจทก์เป็นรถยนต์กระบะ ใช้งานมา 1 ปี เศษแล้ว โจทก์ซื้อมาในราคา 239,000 บาท ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่นเช่นว่า รถยนต์ของโจทก์ที่หายมีราคาตามที่โจทก์ซื้อมาเป็นความจริง แต่โดยที่ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้กระทำการโดยจงใจหรือโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพียงใดประกอบกับโจทก์ก็เสียค่าบริการจอดรถเพียง 5 บาท ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่ฝ่ายจำเลยช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่จอดรถและช่วยรักษาความปลอดภัยอยู่มาก ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียง 200,000 บาท กรณีเป็นหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมีได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1), 247”

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

(ปรีชา บูรณะไทย-บุญธรรม อยู่พุก-ณรงค์ ตันติเตมิท)

รถหายห้างโลตัสประกันจ่ายใครจ่ายเซ็นทรัลห้างสรรพสินค้ารถหายในลานจอดรถ

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment