ฟ้องกลับ ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ คืออะไร โทษหนักเพียงใด

ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง [read more]

พี่ตุ๊กตา (ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร) ขอเตือนว่า อย่าใช้ “คำฟ้อง” หรือ “คำร้อง” เป็นเครื่องมือโดยทุจริตในการ “แก้เกี้ยว” หรือ “สะใจ” ให้ใช้สติและถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงที่จะฟ้อง หรือเบิกความในศาล ถ้าไม่เป็นความจริง จะมีโทษมหันต์เพียงใด และอาจจะถูก “ฟ้องกลับ” ได้

ฟ้องกลับ

เรามักจะคุ้นหูกับคำว่า “ฟ้องกลับ” แท้จริงแล้ว มันคืออะไร ? จะฟ้องกลับได้ในกรณีใดบ้าง พี่ตุ๊กตาจะขอยกคำอธิบายจากฎีกาประกอบดังนี้

ฟ้องเท็จ

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 ต้องเป็นการนำความเท็จในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาไปแกล้งฟ้องผู้อื่นให้รับโทษ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง และต้องรู้ว่าความที่นำมาฟ้องนั้นเป็นเท็จ องค์ประกอบต่าง ๆ แยกได้ดังนี้

  • มีการฟ้องคดีต่อศาล
  • ผู้ฟ้อง ต้องทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความนั้นเป็นเท็จ
  • ต้องมีการยืนยันข้อเท็จจริง
  • ความเท็จนั้น ต้องเป็นสาระสำคัญในคดี หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริง ผู้ถูกฟ้องจะต้องถูกลงโทษทางอาญา
  • มีความจริงว่าอย่างไร
  • ถึงแม้ศาลจะยกฟ้อง แต่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกฟ้อง ความผิดสำเร็จแล้ว
  • มีเจตนาให้ผู้ถูกฟ้องต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำฟ้อง(หรือคำเบิกความ) ผู้ถูกฟ้องอาจถูกศาลลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก
  • มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้น

หมายเหตุ : ทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น

แจ้งความเท็จ

เพื่อจะแกล้งให้ “ผู้อื่น” ต้องรับโทษ โดยยืนยันว่า “ผู้อื่น” กระทำความผิดอาญา ถ้าแจ้งความเพียงว่า “สงสัย” ว่า “ผู้อื่น” กระทำความผิด ยังไม่พอฟังว่ามีเจตนาแกล้งให้ “ผู้อื่น” ต้องรับโทษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ (ป.อ. มาตรา 175, 177 วรรคสอง)
บรรยายฟ้อง (ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5))

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19980/2555

ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความตามที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความนั้นเป็นเท็จด้วย

ที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่าการที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจาก ว. ซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องจะเป็นความเท็จหรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่าคำฟ้องเป็นความเท็จผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือ ว. ไม่ใช่โจทก์นั้น เป็นเพียงการอ้างผลของคำพิพากษาว่าศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่านั้น มิใช่เป็นการกล่าวยืนยันข้อความใดที่อ้างว่าเป็นความเท็จ โดยความจริงมีว่าอย่างไรแต่อย่างใด

ทั้งการเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิด ฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่า ความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่าเรื่องราวตามที่โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในคดีอาญาเป็นความเท็จ ลำพังการอ้างว่า โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความจึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จนั้นเช่นไร มีความจริงเป็นอย่างไรและจำเลยทั้งสองทราบดี เช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

โจทก์ นายการุณ ใจงาม
จำเลย นายวีรศักดิ์ พรหมภักดี กับพวก

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 90, 91, 175, 177 วรรคสอง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง
ของจำเลยทั้งสองมีกำหนดสิบปี และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1185/2548 และ 1186/2548 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้วในปัญหาข้อแรกซึ่งเป็นข้อกฎหมายว่า

  • ฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น โจทก์ฎีกาว่า …
  • โจทก์บรรยายฟ้องระบุถ้อยคำอย่างครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นทนายความของนางวีณาซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี โดยเริ่มต้นบรรยายฟ้องตามฟ้องข้อ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็สามารถเข้าใจข้อหาได้ดีนั้น
  • เห็นว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความตามที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไร และผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความนั้นเป็นเท็จด้วย

ที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า การที่นางวีณาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจากนางวีณาซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องจะเป็นความเท็จหรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่าคำฟ้องเป็นความเท็จผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือนางวีณาไม่ใช่โจทก์นั้น เป็นเพียงการอ้างผลของคำพิพากษาว่าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 หมายเลขแดงที่ 895/2549 ของศาลชั้นต้น ว่าศาลในคดีดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่านั้น มิใช่เป็นการกล่าวยืนยันข้อความใดที่อ้างว่าเป็นความเท็จ โดยความจริงมีว่าอย่างไร แต่อย่างใด

ส่วนทีโจทก์กล่าวว่า โจทก์ทำหน้าที่เพียงเป็นทนายความที่รับคำบอกเล่ามาจากนางวีณาตัวความซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดี แต่การเป็นทนายความผู้เรียงคำฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับตัวความกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จได้ หากทนายความกระทำไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความวางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงด้วยว่า ความจริงจำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่าเรื่องราวตามที่โจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในคดีอาญาหมายดำที่ 250/2548 ของศาลชั้นต้นเป็นความเท็จ ลำพังการอ้างว่าโจทก์บรรยายและเรียงคำฟ้องในฐานะทนายความ จึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จนั้นเช่นไร โดยมีความจริงเป็นอย่างไรและจำเลยทั้งสองทราบดีเช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเท็จและจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คดีไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นๆ อีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลง
คำพิพากษาของศาลฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน

(วิรุฬห์ แสงเทียน – ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี – วรงค์พร จิระภาค)
นภัทร์พร เจริญวัฒนา ทองใบ – ย่อ
ศิริชัย วัฒนโยธิน – ตรวจ

ฟ้องเท็จ, แจ้งความเท็จ

ประมวลกฎหมายอาญา ม.173, 174 วรรคสอง, 175

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554

นายชัยณรงค์ อยู่ดี โจทก์
นายวรวัตน์ พิพิธวิจิตรการ จำเลย

จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 172, 173,174, 175 และ 181
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง, 175 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน จำคุก 2 ปี ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่จำเลยเบิกความขณะลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 ในช่องลายมือชื่อนั้นมีรอยลบตรงช่องลายมือชื่อ แล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อด้านล่างใต้เส้นไข่ปลาจึงเป็นเรื่องที่จำเลยเบิกความเท็จโดยปราศจากสงสัย เนื่องจากจำเลยหลังจากตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานทะเบียนแล้วจำเลยพยายามลงลายมือชื่อใหม่ในเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 เพื่อให้แตกต่างกับลายมือชื่อของจำเลยเดิมซึ่งลงไว้ในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยอย่างเดียวกันกับที่จำเลยลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลเพื่อจะต้องการส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองตรวจพิสูจน์หลักฐานว่าเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย เนื่องจากเป็นการเขียนลายมือชื่อคนละลักษณะเพื่อให้แตกต่างจากลายมือชื่อของจำเลยเดิมนั่นเอง จากจุดนี้เองแสดงให้เห็นว่าจำเลยนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ศาลหลงเชื่อ เนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าต้นฉบับเอกสารมีการถ่ายลงไมโครฟิล์มและสแกนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งเป็นความเขลาของจำเลยเอง หากจำเลยทราบมาก่อนเช่นนั้นเชื่อว่าจำเลยคงไม่ทำเช่นนี้

ในเรื่องลายมือชื่อของจำเลย จำเลยเบิกความ จำเลยเข้าทำงานในบริษัทจัดหางาน สยามโอเวอร์ซีส์ รีครูทเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพียงฉบับเดียวตามเอกสารหมาย ล.5 ศาลตรวจดูแล้วปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.5 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยจะเข้าทำงานเสียอีก และการที่จำเลยลงชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.5 ก็ไม่มีข้อความระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด เพราะเอกสารหมาย ล.5 ระบุให้นายหลุย และหรือนายเกรียงไกร และหรือนางสาวนาตยา เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียง 3 คน มิได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด จึงเป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยปลอมเอกสารหมาย ล.5 เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จต่อศาล

จำเลยเบิกความต่อไปหลังจากเข้าทำงานประมาณ 1 อาทิตย์ นางสาวพิมพวรรณได้นำหนังสือมอบอำนาจและเอกสารคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทมาให้จำเลยลงชื่อเพื่อเปลี่ยนกรรมการตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 แต่จากเอกสารหมาย ล.6 หนังสือมอบอำนาจระบุให้นายหลุย และหรือนายเกรียงไกร และหรือนางสาวนาตยา เป็นผู้รับมอบอำนาจ มิได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด แต่เหตุไฉนจำเลยจึงลงชื่อในเอกสารหมาย ล.6 และเมื่อนำเอกสารหมาย ล.6 มาเปรียบเทียบกับเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 ซึ่งลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 เช่นกัน ก็พบว่าเอกสารทั้งสองฉบับคือเอกสารแผ่นเดียวกัน เพราะมีข้อความเหมือนกันทุกประการแต่เอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 กลับไม่มีลายมือชื่อจำเลยดังเช่นเอกสารหมาย ล.6 ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยลบลายมือชื่อนายเกรียงไกรตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 ออกแล้วลงลายมือชื่อจำเลยลงไปแทนนายเกรียงไกร ตามเอกสารหมาย ล.6 เพื่อนำสืบพยานหลักฐานเท็จต่อศาล

ศาลได้ตรวจลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.1 อันประกอบด้วยบันทึกข้อตกลง คำขอจดทะเบียนบริษัท รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ กรรมการเข้าใหม่ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือขอลาออก หนังสือโอนหุ้น หนังสือเรื่องขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท มีลักษณะการเขียนเช่นเดียวกับลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากลายมือชื่อซึ่งจำเลยเขียนต่อหน้าศาลเพื่อส่งไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบลายมือชื่อ เชื่อว่าจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 3 โดยเป็นลายมือชื่อของจำเลยอย่างแน่นอนปราศจากสงสัย จำเลยจึงทราบดีอยู่แล้วว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่ามีการปลอมแปลงนั้น ความจริงแล้วเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ก่อนล่วงหน้า มิใช่ลายมือชื่อปลอมแต่อย่างใด การที่จำเลยไปแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อนั้นจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาข้อความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา แต่แล้วจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ก็ไม่ไปเบิกความที่ศาลจนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง

เมื่อจำเลยทราบความจริงอยู่แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดอาญาใดๆ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษและตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.10 จำเลยก็มิได้กล่าวยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าในเบื้องต้นจำเลยสงสัยโจทก์ หากประสงค์จะดำเนินคดีจะมอบคดีต่อพนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้

ส่วนรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานโดยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญระบุว่าได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อผู้ให้สัญญาและผู้เริ่มก่อการที่มีดอกจันสีแดงในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 และคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดเอกสารหมาย จ.23 เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อ สำเนาลายมือชื่อ และลายมือชื่อของนายวรวัตน์ ตามที่ระบุไว้เอกสารตัวอย่างข้างต้น ดูโดยละเอียดแล้วปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนรูปร่างลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันดังได้ชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างในภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ พ.415/2545 จำนวน 4 แผ่น รวม 9 ภาพ แต่เนื่องจากมีบางส่วนของตัวอักษรบางตัวเขียนเป็นคนละแบบกันและลายมือชื่อตัวอย่างหนึ่งเป็นสำเนาเอกสาร ในกรณีนี้ลงความเห็นว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันนั้น เห็นว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่เขียนต่อหน้าศาลเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานนั้นเป็นการจงใจเขียนให้แตกต่างกับลายมือชื่อของจำเลยเดิมเพื่อที่จะให้กองพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าลายมือชื่อจำเลยที่ลงชื่อต่อหน้าศาลมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 3 เพราะจะเห็นได้ว่าลีลาการเขียนแตกต่างกันมากมาย โดยลายมือชื่อจำเลยที่ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาล ตัว ว จำเลยลากหางยาวเพื่อให้แตกต่างจากลายมือชื่อโดยปกติของจำเลย เมื่อประจักษ์ชัดแจ้งว่าจำเลยใช้ลีลาการเขียนลายมือชื่อเพื่อให้แตกต่างไปจากของเดิม รายงานการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 175 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ศิริชัย วัฒนโยธิน-สนอง เล่าศรีวรกต)
ศาลอาญา – นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ – นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกาอ.5968/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นอ8236/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นอ2146/2542

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8902/2552

พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวนโจทก์
นางสุภา โรจน์อนันต์เลียว   โจทก์ร่วม
นายสหธน พัฒนาไพบูลย์   จำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175, 177 สอง, 180 สอง, 265, 268

เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับ บ. แต่จำเลยจัดให้ บ. และ ฝ. ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญากู้ยืมเงิน การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ร่วมโดยระบุว่าโจทก์ร่วมออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมถึงกำหนดชำระและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นฟ้องเท็จ เพราะการกู้ยืมเงินไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อจำเลยเบิกความยืนยันและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้ยืมเงินปลอมเป็นพยานต่อศาล จึงเป็นความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จด้วย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175, 177 วรรคสอง, 180 วรรคสอง, 264, 265, 268 วรรคสอง ระหว่างพิจารณา นางสุภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง, 180 วรรคสอง, 265 ประกอบมาตรา 268 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องคดีอาญาอันเป็นเท็จรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานเบิกความเท็จรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานนำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา และเป็นพยานหลักฐานข้อสำคัญในคดี จำคุก 1 ปี ฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ประกอบมาตรา 265 ต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 180 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงลงโทษในความผิดตามมาตรา 180 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสองและมาตรา 180 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 180 วรรคสอง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานฟ้องคดีอาญาอันเป็นเท็จแล้วคงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ พิเคราะห์แล้วโจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ร่วมกับนางบุญล้นไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางบุญล้นและนางสาวสายฝน ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ให้กู้ยืมและพยานในสัญญากู้ยืมเบิกความยืนยันว่า ในการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ร่วมกับนางบุญล้นมิได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้ ส่วนสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยอ้างส่งศาลในคดีเป็นสัญญาที่จำเลยทำขึ้นแล้วนำมาให้นางบุญล้นและนางสาวสายฝนลงลายมือชื่อ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องต้องกัน และเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในสัญญากู้ยืมเงินแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ ที่โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเช็คที่โจทก์ร่วมออกให้แก่นางบุญล้น กล่าวคือ โจทก์ร่วมจะลงลายมือชื่อทั้งส่วนที่เป็นชื่อและนามสกุล แต่ตามสัญญากู้ยืมเงินมีเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อไม่มีส่วนที่เป็นนามสกุล นอกจากนี้ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมหลายเส้นจะราบเรียบมีความหนักเบา แสดงให้เห็นว่าเขียนอย่างเร็ว แต่ในสัญญากู้ยืมเงินลายเส้นจะหนักและไม่ราบเรียบ เส้นคด แสดงให้เห็นว่าเขียนอย่างช้า ไม่เป็นไปตามธรรมชาติในการลงลายมือชื่อ เมื่อพินิจโดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ร่วม

จำเลยซึ่งเป็นทนายความมากว่า 1 ปี ย่อมจะเห็นข้อสังเกตดังกล่าวได้ ดังนั้น หากจำเลยมิได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมก็น่าจะต้องสอบถามนางบุญล้นและนางสาวสายฝนให้ถ่องแท้

ทั้งนี้ได้ความจากนางบุญล้นตามคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยรับดำเนินคดีโดยขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของเงินที่จะได้จากโจทก์ร่วมอันเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยปลอม จึงเห็นได้ว่าคำเบิกความของนางบุญล้นและนางสาวสายฝนสอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผล หากไม่เป็นความจริงบุคคลทั้งสองคงไม่เบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลทั้งสองได้เห็นตัวอย่างในการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ดีจึงเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง

เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับนางบุญล้น แต่จำเลยจัดให้นางบุญล้นและนางสาวสายฝนลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญากู้ยืมเงิน การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ร่วมโดยระบุว่าโจทก์ร่วมออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมถึงกำหนดชำระและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นฟ้องเท็จเพราะการกู้ยืมเงินไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อจำเลยเบิกความยืนยันและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้ยืมเงินปลอมเป็นพยานต่อศาล จึงเป็นความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
(ศิริชัย วัฒนโยธิน-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์)

 

โจทก์
จำเลย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420, 448 สอง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 (3)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 (1), 247

คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาล โดยประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราถูกฟ้องคดีอาญา จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส่วนคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตาม ป.อ. จึงต้องใช้อายุความทางอาญาซึ่งยาวกว่ามาบังคับ ซึ่งตามบทมาตราที่จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดอาญานั้น มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อคดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยได้อาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองว่ากระทำความผิดอาญาข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์คำร้อง ทำนองเพลง “พื้นเมืองอีสาน” และ “คนหลังยังคอย” โดยประสงค์ที่จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นมูลละเมิดภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองทราบมูลเหตุตามฟ้องข้ออ้างว่าจำเลยทำละเมิดคดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม จำเลยร่วมลงทุนกับนักประพันธ์เพลงโดยการสร้างสรรค์เพลง “พื้นเมืองอีสาน” และ “คนหลังยังคอย” ต่อมานักประพันธ์ได้โอนลิขสิทธิ์เพลงทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือสิทธิ์เพียงผู้เดียว โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มมาตรา 175 โดยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์คำร้องทำนองเพลง “พื้นเมืองอีสาน” และ “คนหลังยังคอย” โดยประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราะถูกฟ้องคดีอาญา คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส่วนคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องใช้อายุความทางอาญาซึ่งยาวกว่ามาบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ซึ่งตามบทมาตราที่จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดอาญานั้น มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมายที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์”

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้คืนแก่โจทกทั้งสอง

(ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-คำนวน เทียมสอาด)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3963/2543
นาย นิทัศน์ ละอองศรี   โจทก์
นาย สุรินทร์ แสงขำ      จำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56, 175, 177
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 (4)

การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทให้แก่จำเลยนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่โจทก์กู้ไปจากจำเลยจำนวน120,000 บาทเมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 4 จึงเป็นการฟ้องคดีอาญาต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิดการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ
จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นยืนยันตามฟ้องว่าเช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้องเป็นเช็คที่โจทก์ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังว่าเช็คพิพาทโจทก์ออกให้จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐานเบิกความเท็จ

การที่จำเลยฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีอาญา ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้องย่อมได้ความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

การที่โจทก์ออกเช็คพิพาทและเขียนหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลยมิใช่เพื่อจำเลยนำมาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โจทก์จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย

การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น ก็โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำฟ้องและคำเบิกความของจำเลยแล้ว โจทก์อาจถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2531 จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ช. 3149/2531 คดีหมายเลขแดงที่ ช.1484/2533 ระหว่างนายสุรินทร์ แสงขำ โจทก์ นายนิทัศน์ ละอองศรี จำเลยว่า

โจทก์ได้กระทำความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ใจความว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 500,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินยืมให้แก่จำเลยอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์ออกเช็คฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ได้กู้จากจำเลยไปจำนวน 120,000 บาท

และต่อมาจำเลยได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2530 โจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อขอยืมเงิน 500,000 บาท โดยก่อนหน้านี้ 7 ถึง 8 วัน โจทก์ได้ติดต่อจำเลยมาก่อน จำเลยตกลงให้ยืมเงิน โจทก์จึงได้ออกเช็คให้แก่จำเลย 1 ฉบับ จำนวน 500,000 บาท โจทก์ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวต่อหน้าจำเลย และจำเลยได้มอบเงินให้แก่โจทก์รับไปครบถ้วนแล้วในวันดังกล่าว ต่อมาเมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัดสาขาลาดพร้าว เพื่อให้เรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างเหตุผลว่า “มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน” จำเลยได้ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์และผู้สลักหลังเช็ค แต่บุคคลทั้งสามเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามเช็คให้จำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความเท็จ

ความจริงแล้วตามวันที่จำเลยอ้าง โจทก์มิได้กู้เงินจำเลย จำเลยมิได้มอบเงิน 500,000 บาทให้แก่โจทก์ เช็คฉบับที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้จำนวน 120,000 บาทจำเลยมีอาชีพออกเงินกู้ การให้กู้เงินทุกรายจำเลยมิได้เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะใช้วิธีให้ผู้กู้ออกเช็คให้จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายตรงกับเงินกู้ ฉบับที่สองเป็นเช็คค้ำประกันสั่งจ่ายสูงกว่าเงินกู้มาก โจทก์พร้อมที่จะชำระหนี้ให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับ จำเลยบังคับให้โจทก์เบิกความเท็จในคดีที่จำเลยฟ้องนาวาอากาศเอกไพศาล ศรีภักดี มิฉะนั้นจำเลยจะนำเช็คดังกล่าวมาฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่ยินยอม จึงถูกจำเลยฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาอันเป็นการฟ้องเท็จ และมีผลให้จำเลยต้องเบิกความเท็จ

ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์กู้เงินจำเลยไป 500,000 บาท แล้วออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยเพื่อชำระหนี้เป็นความจริงหรือไม่ ย่อมเป็นสาระสำคัญในคดี หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยฟ้องและเบิกความ โจทก์ก็ต้องถูกลงโทษทางอาญา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จจำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุก 1 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยกระทงละ 9 เดือนรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ กรณีความผิดฐานฟ้องเท็จนั้น เมื่อโจทก์และพยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าเป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลย และจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์และพยานโจทก์ต่างเป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลยจริงและจำเลยยังให้บุคคลอื่นกู้เงินอีกหลายราย พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยมีอาชีพให้กู้เงินด้วย ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าให้บุคคลอื่นกู้เงินโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้น จึงไม่น่าเชื่อถือและไม่สมเหตุผล เพราะเมื่อจำเลยเป็นผู้มีอาชีพให้กู้เงินย่อมจะมีความต้องการผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นปกติธรรมดา และในการกู้เงินโดยทั่วไปแล้ว ผู้กู้ย่อมจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ให้กู้

แต่คดีนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่าให้โจทก์กู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะให้ผู้กู้ออกเช็คชำระหนี้เงินกู้และมีผู้สลักหลังเช็คให้เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นจริงดังคำเบิกความ จำเลยในฐานะมีอาชีพให้กู้เงินย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียเงินที่ให้กู้ไปได้โดยไม่มีความมั่นคงว่าจะได้รับต้นเงินกู้คืน ดังนั้น การที่จำเลยให้ผู้กู้เงินออกเช็คอีกฉบับหนึ่งก็เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้และค้ำประกันเช็คฉบับแรกที่ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ จึงมีเหตุผลให้รับฟังและเป็นไปได้อย่างยิ่งดังที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 500,000บาท เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่ค้างชำระจำเลยจำนวน 120,000 บาท ส่วนที่โจทก์ทำหนังสือประกอบการออกเช็คไว้ตามเอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.5 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช. 1484/2533 โดยระบุว่าโจทก์ออกเช็คจำนวน 500,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น โจทก์และพยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าเป็นข้อบังคับของจำเลยที่จะให้ผู้กู้ทำหนังสือดังกล่าว มิฉะนั้นจำเลยก็จะไม่ให้กู้หรือเรียกเงินกู้ที่ค้างชำระคืนทันที โจทก์จึงจำเป็นต้องทำบันทึกให้ ดังนั้น การที่โจทก์ทำหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลยดังกล่าวจึงมิได้เป็นไปโดยความสมัครใจตามความเป็นจริงและเมื่อพิจารณาถึงการที่โจทก์มีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงินตามเช็คจำนวน 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 (อยู่ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.1484/2533 ของศาลชั้นต้น) ซึ่งได้ระบุว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันประกอบกับบันทึกแจ้งความของโจทก์ที่สถานีตำรวจตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งมีรายละเอียดตรงกับที่โจทก์เบิกความแล้วแสดงให้เห็นว่า โจทก์เห็นว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันจึงมีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงิน กับได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เมื่อฟังพยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่โจทก์ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาอินทามระ 832 เลขที่ 0842769 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2531 สั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่โจทก์กู้ไปจากจำเลยตามที่โจทก์อ้าง

เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 4 จึงเป็นการฟ้องคดีอาญาต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามฟ้องที่จำเลยนำสืบปฏิเสธต่อสู้อ้างเหตุว่าเป็นการฟ้องตามความเป็นจริงจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย จ.2 ยืนยันตามฟ้องว่าเช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้องเป็นเช็คที่โจทก์ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังว่าเช็คพิพาทโจทก์ออกให้จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า คำว่า “ผู้เสียหาย“หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา และเบิกความเท็จในคดีดังกล่าว ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้องย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ออกเช็คพิพาทและเขียนหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลย มิใช่เพื่อให้จำเลยนำมาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โจทก์จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอ้าง

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์สืบพยานเปลี่ยนแปลงเอกสารหนังสือประกอบการออกเช็คตามเอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.5 ของคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช. 1484/2533 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า หนังสือประกอบการออกเช็คไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงจึงไม่ต้องห้ามสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่

เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานฟ้องเท็จมีกำหนด 1 ปีและเบิกความเท็จมีกำหนด 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยได้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยการช่วยเหลือสังคม จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงเหลือจำคุกจำเลยกระทงละ 9 เดือนรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือนนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น ก็โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำฟ้องและคำเบิกความของจำเลยแล้วโจทก์อาจถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมจึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
พิพากษายืน
(วิชัย วิสิทธวงศ์-พิชัย เตโชพิทยากูล-วินัย ตุลยภักดิ์)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2539

นาง สมบูรณ์ ทับเที่ยง     โจทก์
นาย อูน แอโสะ กับพวก  จำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175, 177 สอง

โจทก์กับจำเลยที่1ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่การที่จำเลยที่ 1 เอาความอันรู้อยู่ว่าเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวแต่เมื่อปรากฏว่าในบริเวณที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันต้นยางพาราของจำเลยที่ 1 ไม่มีต้นยางพาราพันธุ์จี.ที.ปลูกอยู่

การที่จำเลยที่ 1 นำความอันรู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาฟ้องและเบิกความเท็จว่าโจทก์นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันต้นยางพาราพันธุ์จี.ที.ของจำเลยที่ 1 เสียหาย 57 ต้นและจำเลยที่ 2 เบิกความเท็จว่าต้นยางพาราบริเวณดังกล่าวจำเลยที่ 1 ปลูกมาประมาณ 2 ถึง 3 ปีแล้วอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าข้อความตามฟ้องและที่จำเลยทั้งสองเบิกความนั้นเป็นเท็จ และความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา175และ177วรรคสองจำเลยที่2มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา177วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 90, 91, 175, 177
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า “จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 3 เดือน ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 6 เดือนโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลย ที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย
โจทก์ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่ และบริเวณที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์นั้น ไม่มีต้นยางพาราพันธุ์ จี.ที. ของจำเลยที่ 1 ปลูกอยู่ การที่จำเลยที่ 1 เอาความอันรู้อยู่ว่าเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาล ตามคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ 1352/2534ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

แม้ความผิดฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์บุกรุกอยู่ ยังฟังไม่ได้ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก ส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ พยานของจำเลยที่ 1 มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำให้เสียทรัพย์ แต่เมื่อปรากฏว่าในบริเวณที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดินต้นยางพาราของจำเลยที่ 1 ไม่มีต้นยางพาราพันธุ์ จี.ที. ปลูกอยู่

การที่จำเลยที่ 1 นำความอันรู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาฟ้องและเบิกความเท็จว่าโจทก์นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันต้นยางพาราพันธุ์ จี.ที.ของจำเลยที่ 1 เสียหาย 57 ต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความเท็จว่าต้นยางพาราบริเวณดังกล่าวจำเลยที่ 1 ปลูกมาประมาณ 2 ถึง 3 ปีแล้ว อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าข้อความตามฟ้องและที่จำเลยทั้งสองเบิกความนั้นเป็นเท็จ และความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์-ชลอ ทองแย้ม-ทวิช กำเนิดเพ็ชร์)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2538

บริษัท ดี.เอ็น.แมชินเนอรี่ (1980) จำกัด กับพวกโจทก์
นาย สัมพันธ์ กิติสัทธาธิกจำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175, 177
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 (5)
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับข้อหาความผิดฐานเบิกความเท็จว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันออกเช็คร่วมกับผู้มีชื่อให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจำเลยจึงฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497มาตรา3จำเลยได้เบิกความอันเป็นเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณาในคดีดังกล่าวว่าจำเลยได้รับเช็คจากโจทก์ทั้งสองเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินความจริงเช็คดังกล่าวมิได้ลงวันที่สั่งจ่ายเป็นเช็คที่โจทก์ทั้งสองสั่งจ่ายให้จำเลยเป็นประกันหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ที่ 1 จะซื้อจากจำเลยไม่ใช่เช็คที่ออกให้จำเลยเพื่อชำระหนี้ซึ่งข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของจำเลยโดยเห็นว่าเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหา

ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่าข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีโดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม

แต่ฟ้องของโจทก์ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าข้อความเท็จที่จำเลยเบิกความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีที่จำเลยฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ทั้งสองในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาเพื่อไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเพราะหากเป็นความจริงดังที่จำเลยเบิกความว่าโจทก์ทั้งสองออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินมิใช่การออกเช็คโดยมิได้ลงวันที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อประกันหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้วการกระทำของโจทก์ทั้งสองอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497 มาตรา 3

และศาลก็อาจพิพากษาลงโทษโจทก์ทั้งสองตามฟ้องของจำเลยได้ข้อความที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อแพ้ชนะในคดีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสำคัญในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวคำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเองฟ้องของโจทก์จึงมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5)

เมื่อขณะที่มอบเช็คให้จำเลยยังไม่มีวันที่สั่งจ่ายและรอยตราประทับของโจทก์ที่1การที่จำเลยนำเช็คฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497 มาตรา 3 และเบิกความตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการออกเช็คดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175,177 วรรคสอง และมาตรา 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า “จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 และ 177 วรรคสอง ลงโทษตามมาตรา 175 จำคุก 2 ปีความผิดฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 วรรคสอง ชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาของศาลแม้จะได้กระทำคนละคราวกัน แต่มีเจตนาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันถือเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี”

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่

ข้อนี้ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับข้อหาความผิดฐานเบิกความเท็จว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันออกเช็คร่วมกับผู้มีชื่อให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำเลยได้เบิกความอันเป็นเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณาในคดีดังกล่าวว่า จำเลยได้รับเช็คจากโจทก์ทั้งสองเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินความจริงเช็คดังกล่าวมิได้ลงวันที่สั่งจ่าย เป็นเช็คที่โจทก์ทั้งสองสั่งจ่ายให้จำเลยเป็นประกันหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ที่ 1 จะซื้อจากจำเลย ไม่ใช่เช็คที่ออกให้จำเลยเพื่อชำระหนี้

ซึ่งข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 5006/2533 โดยเห็นว่าเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย โจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหา

ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่าข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีโดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่ฟ้องของโจทก์ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าข้อความเท็จที่จำเลยเบิกความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีที่จำเลยฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ทั้งสองในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาเพื่อไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เพราะหากเป็นความจริงดังที่จำเลยเบิกความว่าโจทก์ทั้งสองออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อที่ดิน มิใช่การออกเช็คโดยมิได้ลงวันที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อประกันหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว การกระทำของโจทก์ทั้งสองอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3

และศาลก็อาจพิพากษาลงโทษโจทก์ทั้งสองตามฟ้องของจำเลยได้ ข้อความที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อแพ้ชนะในคดีดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นข้อสำคัญในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องของโจทก์จึงมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เช็คตามภาพถ่ายเอกสารหมายจ.3 หรือหมาย ล.2 ขณะที่มอบให้จำเลยยังไม่มีวันที่สั่งจ่ายและรอยตราประทับ ของโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยนำเช็คฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และเบิกความตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการออกเช็คดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จดังที่โจทก์ฟ้อง แต่เห็นว่าจำเลยมีอาชีพเป็นหลักฐานและตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ที่ 1 แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอายุมากถึง 60 ปีแล้วเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษแก่จำเลยไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานฟ้องเท็จ 1 ปีและปรับ 2,000 บาท ฐานเบิกความเท็จจำคุก 1 ปี และปรับ2,000 บาท รวมเป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(ทวีชัย เจริญบัณฑิต-นิเวศน์ คำผอง-ดุสิต เพชรปลูก)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2537

นาย บุญ มี สิม สี กับพวกโจทก์
นาย เฉลิม ขวัญ ดอกไม้จำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175

ความผิดฐานฟ้องเท็จย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ฟ้องคดี หาใช่ว่าต้องรอให้คดีนั้นถึงที่สุด หรือต้องฟังว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายหรือไม่ก่อนแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15243/2557

นายสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ กับพวกโจทก์
นายวิจิตร ลิ้มสมบัติอนันต์ กับพวกจำเลย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 (7), 161 หนึ่ง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.175, 176

ความผิดฐานฟ้องเท็จเกิดขึ้นเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล การถอนฟ้องในระหว่างชั้นไต่สวนมูลฟ้องคงเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 176

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2534

นางสาว วีณา ผาตินุวัติโจทก์
นาย สุชัย ปาน กิจ เจริญ กับพวกจำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175, 177
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172

เมื่อศาลมิได้หยิบยกเอาคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนมาวินิจฉัยหากแต่วินิจฉัยถึงพยานหลักฐานอื่นแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ 1ในคดีดังกล่าวกระทำผิดจริง คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดี

ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหาว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และโจทก์ยังไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลย แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำความเท็จมาฟ้องและเบิกความเท็จว่าโจทก์ได้ลักเอาทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไป อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าข้อความตามฟ้องและที่เบิกความนั้นเป็นเท็จจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ จำเลยเบิกความในฐานะพยานอันเป็นอีกฐานะหนึ่งต่างหากจากการเป็นตัวจำเลย หากคำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จ จำเลยจะยกเอาสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยมาอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดฐานเบิกความเท็จหาได้ไม่

โจทก์ฟ้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1168/2528 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำให้เสียหายและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเช็คจำนวน 14 ฉบับที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิด กล่าวคือ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2527 จำเลยที่ 1 ถือภาพถ่ายใบหย่าออกจากบ้านโจทก์ไปไม่ได้หยิบเอาเอกสารในเซฟเล็กที่โจทก์ถือไว้มาเลย เช็คเอกสารหมาย จ.1 เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจ่ายให้แก่ลูกน้องของจำเลยที่ 1 เพื่อไปเบิกเงินสดจากธนาคารแต่เบิกเงินไม่ได้จึงเอามาคืนจำเลยที่ 1 ขณะที่อยู่บ้านโจทก์ โดยเอาวางไว้บนโต๊ะ พอดีลมพัดตกไป โจทก์เก็บขึ้นมา จำเลยที่ 1 พูดว่า ช่วยเก็บให้ที เพราะเช็คนี้ไม่ได้ใช้แล้ว เช็คจึงอยู่กับโจทก์ตลอดไป จำเลยที่ 1 ไม่เคยฉีกเช็คฉบับดังกล่าว

ความจริงแล้วในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เข้ามาในบ้านโจทก์เพื่อถามเรื่องเช็คว่าค้างอยู่เท่าใด โจทก์จึงหยิบเช็คจำนวน 14 ฉบับให้จำเลยที่ 1 ดู จำเลยที่ 1 ได้ฉีกเช็คดังกล่าวและได้เอาติดมือไปเผาไฟที่บ้านของจำเลยที่ 1 เช็คเอกสารหมาย จ.1 คือเช็คดังกล่าวฉบับหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ฉีกและทำตกไว้ในบ้านโจทก์

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2528 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2527 เวลาประมาณ15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถือกระดาษสีขาว ๆ ลักษณะคล้ายกระดาษถ่ายเอกสารออกจากบ้านโจทก์ ไม่ใช่เป็นเช็ค โจทก์เปิดลิ้นชักโต๊ะที่บ้านของจำเลยที่ 1 แล้วหยิบเอาสมุดเช็คของจำเลยที่ 1 ที่เขียนแล้วและที่เป็นเล่ม รวมทั้งใบเสร็จน้ำมันซึ่งเก็บอยู่ในแฟ้มไป ความจริงแล้วโจทก์เข้าไปในบ้านจำเลยที่ 1 เพื่อเอาเช็คที่จำเลยที่ 1 ฉีกคืนไม่ได้เข้าไปลักเช็คและเอกสารของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รู้เห็นและบอกโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เอาเช็คไปทิ้งในเตาไฟ การเบิกความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดีโดยมีเจตนาให้ศาลเชื่อว่าไม่มีการฉีกทำลายเช็คจำนวน 14 ฉบับตามฟ้องในคดีอาญาดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2527 เวลากลางวันโจทก์ได้ลักเอาเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาเพชรบุรี เลขที่0100029-0100035 รวมจำนวน 7 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายฉบับละ10,000 บาท สมุดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ของลูกค้าจำนวน 1 เล่ม สมุดส่งของและบิลเงินสดที่เก็บเงินไปแล้วบางส่วนกับที่ยังไม่ได้เรียกเก็บเงินอีกบางส่วนคิดเป็นเงินประมาณ 120,000 บาท จำนวน 3 เล่ม ของจำเลยที่ 1 ไปโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 321/2530 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่ได้ลักทรัพย์ดังกล่าวเลย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1ฟ้องโจทก์มีใจความว่าจำเลยที่ 1 ทราบจากจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขนเอาเอกสารค่าน้ำมัน มีใบเสร็จรับเงินสด เงินเชื่อจำนวน 3 เล่มใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมัน เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาเพชรบุรีจำนวน 7 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 10,000 บาทไม่ลงวันเดือนปี กระดาษสำหรับบันทึกหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ลูกค้าจำนวน 1 ชุด และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 เบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2527เวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ได้เปิดลิ้นชักโต๊ะที่อยู่ในบ้านของจำเลยที่ 1 และได้หยิบเอาเช็คเป็นฉบับและเป็นเล่ม ใบเสร็จค่าน้ำมันในแฟ้ม สมุดจดหมายเลขโทรศัพท์ใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลไปความจริงแล้วโจทก์ไปบ้านจำเลยที่ 1 เพื่อติดตามเอาเช็คจำนวน 14 ฉบับ คืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็รู้และบอกโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เอาเช็คดังกล่าวใส่เตาไฟไปแล้ว

ความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะจำเลยทั้งสองประสงค์ให้ศาลเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นพี่ชายจำเลยที่ 2 อยู่บ้านเดียวกัน ได้ร่วมมือกันเบิกความเพื่อให้สอดคล้องต้องกันอันเป็นเท็จ เหตุเกิดที่ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 175, 177, 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง, 181(1), 83,91 อันเป็นความผิด 2 กรรม ต่างกัน ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 2 กระทง จำคุกคนละ 1 ปี และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 181(1) ให้จำคุกอีก 6 เดือนรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง, 181, 83 กระทงเดียวให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1168/2528 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1ถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาทำให้เสียหายทำลาย เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่นโดยฉีกเช็คจำนวน 14 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ได้ลงนามสั่งจ่ายส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายคือโจทก์คดีนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการด้วย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ให้จำคุก 1 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีดังกล่าวถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่321/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดเช่นกัน

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานในคดีก่อนเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่ฉีกภาพถ่ายใบหย่าแล้วถือเอากลับมาที่บ้านไม่ได้หยิบเช็คที่บ้านของโจทก์ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวว่าตนไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านโจทก์ด้วย คงเห็นตอนจำเลยที่ 1 เดินจากบ้านโจทก์มาเข้าบ้านจำเลยที่ 1 โดยเบิกความเท็จว่า เห็นจำเลยที่ 1 ถือกระดาษสีขาว ๆ ลักษณะคล้ายกระดาษถ่ายเอกสารไม่ใช่เช็คในคดีหมายเลขแดงที่ 1168/2528 ของศาลชั้นต้น

ศาลมิได้หยิบยกเอาคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยแต่อย่างใดหากแต่ได้วินิจฉัยถึงพยานหลักฐานอื่นแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริง คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดี

และวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 321/2530 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฟ้องหาว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงแม้ว่าศาลได้พิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย

แต่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาได้ความว่าจำเลยที่ 1 นำความเท็จมาฟ้องและเบิกความเท็จว่า จำเลยในคดีที่ฟ้องนั้นได้ลักเอาทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไปอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าข้อความตามฟ้องและที่เบิกความนั้นเป็นเท็จ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177

กฎหมายมิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดต่อเมื่อศาลได้ประทับฟ้องไว้แล้ว

ในชั้นพิจารณาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1168/2528 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เข้าเบิกความในฐานะพยานซึ่งเป็นอีกฐานะหนึ่งต่างหากจากการเป็นตัวจำเลย จะยกเอาสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 มาอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดฐานเบิกความเท็จไม่ได้ และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวที่ว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่หยิบเอาภาพถ่ายใบหย่าไป ไม่ได้หยิบเช็คตามฟ้องนั้น เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฉีกเช็คของโจทก์อันเป็นข้อสำคัญในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ฉีกเช็คจำนวน 14 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล-วินัย กันนะ-ราเชนทร์ จัมปาสุต)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11986/2555
นายเรืองชัย สัจจพงษ์โจทก์
นายสตาวุฒิ วิบูลย์อุทัยจำเลย
ประมวลกฎหมายอาญา ม.175

ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ประกอบกับศาลชั้นต้นเลื่อนคดีหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยไม่เคยชำระแม้เพียงบางส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมิได้ขวนขวายและตั้งใจที่จะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แม้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลภายในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

แต่เมื่อไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมตามรูปคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
(อดิศักดิ์ ปัตรวลี-พิศาล อัยยะวรากูล-ประยูร ณ ระนอง)
ศาลจังหวัดขอนแก่น – นางสาวปาริฉัตร ศิริมนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 – นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล

[/read]

Leave a Comment