ฎีกา คดีหมิ่นประมาท ปี 2550 – 2560

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าได้กระทำการโดยมีลักษณะเป็นการป่าวประกาศให้ประชาชนรู้อย่างแพร่หลาย อาจจะผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ แต่ก็ต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท และถ้าพ่วง “โดยการโฆษณา” ก็ต้องบรรยายให้ชัดเจนด้วย ว่าเป็นการโฆษณายังไง พี่ตุ๊กตาคัดคำพิพากษาฎีกา หมิ่นประมาท เพื่อเผยแพร่ความรู้กฎหมายสู่ประชาชนค่ะ…[read more]

ตัวการ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 83, 328

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13025/2557

ข้อความตามเอกสารมีใจความว่า โจทก์ร่วมเป็นนักการเมืองใหญ่มีอิทธิพลใช้กำลังพลและอาวุธปืนข่มขู่ให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ซอยให้ใส่เสื้อกั๊กที่มีชื่อโจทก์ร่วมและเรียกเก็บเงินค่าทำประวัติ ค่าเสื้อกั๊กและค่ารายวัน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ดซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจดังกล่าว เจ้าของพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ และในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีผู้เสียหายที่ 1 ผู้สมัครหมายเลข 1 โจทก์ร่วมเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 สนับสนุน ส. ผู้สมัครหมายเลข 5 โดยมีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมว่า หากคุณเป็นคนจังหวัดนนทบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารดังกล่าว ก็ให้เลือกคนดีเข้ามาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีเพื่อบริหารบ้านเมืองและเพื่อสนองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเลือกคนไม่ดีตามข้อความดังกล่าวให้เข้ามามีอำนาจ อาจก่อความเดือดร้อนและวุ่นวายได้ ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารย่อมเข้าใจข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นใช้อำนาจเก็บผลประโยชน์จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ราษฎรเลือกผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 นำเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมไปฝากส่งทางไปรษณีย์เพื่อส่งให้แก่ราษฎรในจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบข้อความในเอกสารว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม

โจทก์ พนักงานอัยการ จังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม นายสุชาติ บรรดาศักดิ์
จำเลย พันตำรวจเอกประภัสสร์ เนินกร่าง กับพวก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 326, 328, 332 ริบ ยึดและทำลายของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา พันตำรวจเอกธงชัย ผู้เสียหายที่ 1 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญาในส่วนขอผู้เสียหายที่ 1 จึงระงับไปตามกฎหมาย ส่วนนายสุชาติ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83, 332 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยึดของกลางไปทำลายเสีย
โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม แต่ให้ริบของกลางไปทำลายเสีย
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารที่มีข้อความให้จำเลยที่ 2 ไปฝากส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์นนทบุรีตามที่โจทก์และ
โจทก์ร่วมนำสืบ เมื่อพิจารณาข้อความทั้งสองแผ่นแล้วมีใจความว่าโจทก์ร่วมเป็นนักการเมืองใหญ่มีอิทธิพลใช้กำลังพลและอาวุธปืนข่มขู่ให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ซอยวัดกู้ให้ใส่เสื้อกั๊กที่มีชื่อโจทก์ร่วมและเรียกเก็บเงินค่าทำประวัติ ค่าเสื้อกั๊กและค่ารายวัน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ดซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจดังกล่าวเจ้าของพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ และในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีผู้เสียหายที่ 1 ผู้สมัครหมายเลข 1 โจทก์ร่วมเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 สนับสนุนนายเกษมสุข ผู้สมัครหมายเลข 5 โดยมีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมว่า หากคุณเป็นคนจังหวัดนนทบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารดังกล่าวก็ให้เลือกคนดีเข้ามาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีเพื่อบริหารบ้านเมืองและเพื่อสนองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเลือกคนไม่ดีตามข้อความดังกล่าวให้เข้ามามีอำนาจอาจก่อนความเดือดร้อนและวุ่นวายได้
ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสาร ย่อมเข้าใจข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดีเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นใช้อำนาจเก็บผลประโยชน์จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ราษฎรเลือกผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
จึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 นำเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมไปฝากส่งทางไปรษณีย์เพื่อส่งให้แก่ราษฎรในจังหวัดนนทบุรีจำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า เอกสารที่ตนนำไปฝากส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์นนทบุรีนั้นบรรจุในกล่องกระดาษโดยไม่ได้ปิดฝา สามารถมองเห็นได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมประกอบกับจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่กับจำเลยที่ 1 ในการหาเสียงเลือกตั้งให้แก่นายเกษมสุข จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบข้อความในเอกสารว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(เกษม วีรวงศ์ – อภิรัตน์ ลัดพลี – กษิดิ์เดช จีนสลุต)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล – ตรวจ

 

หมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 326, 328
พิพากษาไม่เกินคำขอ, ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, 193 ทวิ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2557

ป.อ. มาตรา 328 บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร…” ดังนี้ องค์ประกอบความผิดฐานนี้คือการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า “…จำเลย ทั้งสิบห้าร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง กล่าวคือจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันทำหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ส่งไปถึง ป. ผู้อำนวยการบริหารสมาคมสโมสรไลออนส์สากล …มีข้อความว่า “…อันเป็นความเท็จ เพราะโจทก์ได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 อีก ทั้งโจทก์ได้บริหารจัดการองค์กรตามวัตถุประสงค์และนโยบายของสมาคมสโมสรไลออนส์สากลที่บัญญัติไว้ทุกประการและได้ปฏิบัติตามธรรมนูญข้อบังคับคับของสมาคมสโมสรไลออนส์สากลอย่างเคร่งครัด ไม่เคยก่อให้เกิดความสับสนเข้าใจผิดอันนำมาสู่ความแตกแยกในหมู่สมาชิก และการเรียกเก็บค่าสมาชิกสโมสรในภาค 310 อีก โจทก์ได้นำส่งให้แก่ผู้ว่าการ ไลออนส์สากล ภาค 310 ประเทศไทยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์…”
โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 แม้โจทก์จะแนบหนังสือที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนั้นมาท้ายคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา เพื่อให้เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 ได้ และที่โจทก์ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 328 มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 คงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ มิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ นายสมศักดิ์ เอื้อปัจจะศิลา
จำเลย นายถวัน ดารากร ณ อยุธยา กับพวก

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 332 ให้จำเลยทั้งสิบห้าลงประกาศขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวัน ไทยรัฐและคมชัดลึกติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน
ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 15 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 15 ออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้าวว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วนั้น
เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร…” ดังนี้ องค์ประกอบความผิดฐานนี้คือการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า “…จำเลย ทั้งสิบห้าร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง กล่าวคือ จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันทำหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ส่งไปถึงนายปีเตอร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมสโมสรไลออนส์สากล …มีข้อความว่า “…อันเป็นความเท็จ เพราะโจทก์ได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 อีก โจทก์ได้บริหารจัดการองค์กรตามวัตถุประสงค์และนโยบายของสมาคมสโมสรไลออนส์สากลที่บัญญัติไว้ทุกประการ และได้ปฏิบัติตามธรรมนูญข้อบังคับคับของสมาคมสโมสรไลออนส์สากลอย่างเคร่งครัด ไม่เคยก่อให้เกิดความสับสนเข้าใจผิดอันนำมาสู่ความแตกแยกในหมู่สมาชิก และการเรียกเก็บค่าสมาชิกสโมสรในภาค 310 อีก โจทก์ได้นำส่งให้แก่ผู้ว่าการ ไลออนส์สากล ภาค 310 ประเทศไทยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์…” โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แม้โจทก์จะแนบหนังสือที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนั้นมาท้ายคำฟ้องด้วย ดังที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ได้ และที่โจทก์ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 328 มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม มาตรา 326 เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นหมิ่นประมาทโจทก์ มิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และเมื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน

(อดิศักดิ์ ปัตรวลี – ทวีศักดิ์ ทองภักดี – พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
อดุลย์ ขันทอง/วิรัช ชินวินิจกุล – ตรวจ

 

การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 3, 328
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ (มาตรา 44 (5), 101)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13558/2556

จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยต่อประชาชนว่า ขณะที่โจทก์รับราชการที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน โจทก์สร้างเรื่องเท็จในคดีที่โจทก์ตรวจยึดอาวุธปืนเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง อีกทั้งยังหลอกลวงเอาเงินจากคนแก่จนตรมใจตาย แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับคำบอกเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจากบุคคลอื่น แต่คำกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการชักจูงใจให้ประชาชนผู้มาฟังคำปราศรัยเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามุ่งประสงค์ให้โจทก์ได้รับความอับอายและทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชักจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนโจทก์และลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สมัครพรรคเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และมีความผิดฐานใส่ร้ายด้วยความเท็จให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคะแนนเสียงให้แก่ตนหรือผู้สมัครอื่นหรืองดเว้นการลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 44 (5), 101 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมีอัตราโทษเท่ากันเมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่มิได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ พันตำรวจเอกพณาเจือเพ็ชร์ กฤษณะราช
จำเลย นายจักรพันธุ์ ยมจินดา กับพวก

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44 (5), 101) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44 (5), 101) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี
โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหาจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 (5), 137 และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นอันยุติไปโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรในวันที่ 6 มกราคม 2544 โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 สังกัดพรรคชาติพัฒนา โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งเดียวกับโจทก์รวม 6 คน จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อในสังกัดพรรคไทยรักไทยตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง พรรคไทยรักไทยได้จัดเวทีปราศรัยหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคไทยรักไทย โดยมีจำเลยที่ 1 ขึ้นกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อประชาชนมีข้อความบางตอนว่า

“นึกไม่ออกหรอกครับ มันเดินตามหลังผมหาเสียงเมื่อปี 35 ผมมาพูดที่ห้วยยางนี้ เอ้ามันก็เดินตามหลัง ก็เดินดูโน่น ดูหน่อย เฮ้อชักติดใจเป็นผู้แทนน่าจะดีนะ เฮ้ยอยู่ ๆ เฮ้ยลงสมัครหนแรกก็ไม่ได้ พยายามจะทำให้เข้ากับคนระยอง พูดภาษาระยองก็ไม่ได้ พูดแบบผมก็ไม่ได้ พยายามภาษาระยอง ไอ้ขุดขุย ไอ้หนี ไอ้เหนอไม่รู้เรื่องหรอก…เดินตามหลังผม ผมเป็น ส.ส. แล้วผมก็เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย อยู่กับ เสธ. หนั่นอยู่ ๆ ก็บอก เฮ้ยจักรพันธุ์ช่วยหน่อยโว้ย ขอเป็นพันเอกหน่อย ตอนนั้นผมยื่นประวัติยื่นอะไรไปให้ เสธ. หนั่น เสธ. หนั่นก็เอาไปให้คณะกรรมการกลั่นกรองชื่อ พลตำรวจตรีธวัชชัย เพิ่งเกษียณในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อเล่นว่า “ป๊อก” ที่ป๊อกก็มาถามผมว่า เฮ้ยจักร์ เห็นนายเขาบอกว่านายฝากตำรวจคนนี้มาเหรอ บอกใช่พี่ มันดีกอล์ฟอยู่กับผม มันเดินตามผมไปที่ระยอง เฮ้ยไอ้เหี้ยนี้คบไม่ได้ พี่ป๊อก นายตำรวจใหญ่บอกผมอย่างนี้ ผมถามทำไมเหรอ ก็ผมเวลาคบเพื่อนผมก็รักเพื่อน เออเพื่อนรับเพื่อนนี้ก็ดี แต่ไอ้เหี้ยนี่คบไม่ได้ ผมถามทำไมเหรอ ก็พี่เป็นตำรวจนครบาลมาทั้งชีวิต สมัยนั้นมันพักมักกะสัน เฮ้ยอยู่โรงพักมักกะสันมันไปซื้ออาวุธปืนมาเอง มันจับปืนเอง เอานักข่าวไปทำเป็นข่าวทั่วไปเพื่อหาความดังให้ตัวเอง แล้วไอ้คนแบบนี้เหี้ยไหมละครับ..ผมก็เพิ่งหูตาสว่างเพราะไม่รู้หรอกครับ เพราะว่าปกติแล้วผมไม่ค่อยสนใจเรื่องส่วนตัวของมุนษย์ ผมถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่แต่ละคนมีความดีความเลวพอ ๆ กันทุกคนละครับ ไอ้คน ๆ หนึ่งจะให้ดีหมดก็ไม่ได้ ไอ้ผมดีก็มี เลวก็มี..แล้วเอาอีก หลังจากนั้นผมเป็น ส.ส. สองปีแปดเดือน ผมก็ไม่ไหว ผมจ่ายตังค์ทุกวัน มางานศพก็จ่ายทุกวัน ถามพี่โภชน์ พี่โภชน์ควักกระเป๋าให้ผมด้วยซ้ำไป งานแถวโน้นเขาชะเมาแถวนั้น เงินเดือนเจ็ดหมื่นบาท อ่านข่าวเงินเดือนแสนห้า มาอยู่เป็น ส.ส. เงินเดือนเจ็ดหมื่น เอาอะไรไปเหลือ พ่อก็ยังต๊อกๆ อยู่ มาสมัคร ส.ส. คราวที่แล้วก็เพราะไอ้เบี้ยว ณรงค์ ไปชวนจะไม่ลงอยู่แล้ว แล้วก็เดินตามกันมาต๊อกๆ เสร็จแล้วมันก็ไม่ได้เป็นพันตำรวจเอก เที่ยวนั้นมันก็โกรธผม และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ลงผมก็กลับไปอ่านข่าวที่ช่อง 3 ของผมปีหนึ่ง บรรหารเป็นรัฐบาล คุณประชา เจ้าของช่อง 3 จ่ายเงินเดือนจักรพันธุ์ แสนห้าตอนอ่านข่าวช่อง 3 เมื่อปี 38 ปี 39 เสธ.หนั่นมาดึงไปอีก ลงหน่อย ลงหน่อย บอกระยองไม่ไหวแล้วครับ ผมบอกสู้ไม่ไหวแล้วครับ ตังค์ในกระเป๋าไม่มี ไม่เป็นไรหรอก ลงที่ไหนก็ได้ จักรพันธุ์คนรู้จักทั้งประเทศอยู่แล้ว ผมบอกเอ้างั้นลงกรุงเทพแล้วกัน เสธ.หนั่นงั้นไปเลือกเขตเอา ผมก็ไปนั่งดูไล่ประวัติเขต เฮ้ยมีอยู่เขต 10 ประชาธิปัตย์ไม่มี ส.ส.มายี่สิบปี เอาแล้ววะเอาแน่คราวนี้ ตกก็ตกตรงนี้ ผมชอบอะไรยากๆ ก็ไปลงเขต 10 บางพลัด บางกอกน้อย ตลิ่งชัน มาเดินหาเสียงตามปกตินะครับ เวลาลงสมัคร ส.ส. ดันได้เข้ามาอีก ที่หนึ่งอีก พาพวกมาอีก 2 คนอีกนี่ จึงเป็น ส.ส.ไม่ใช่ ส.ต. นะครับ สอบได้ทุกครั้ง ลงครั้งไหนก็ได้ทุกครั้ง เที่ยวนี้ลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 20 พรรคไทยรักไทยก็ติดอีกแหละครับพี่น้องครับ โอ้…เมื่อเสร็จแล้วก็มาอยู่ในกระทรวงมหาดไทยเป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย ยุคหลังอีกมีนายตำรวจคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังเอ่ยชื่อก็ได้ ปัจจุบันเป็นเลขา ป.ป.ง. คนจันทบุรีนี่แหละครับ พลตำรวจโทวาสนา เช็คประวัติไอ้คนนี้มาให้หมดเลยว่าไปหลอกเงินคนแก่อย่างไรจนตรอมใจตายเมื่อเร็วๆ นี้ ญาติพี่น้องจะเอาเผา ยังต้องกระมิดกระเมี้ยนมาไม่ได้แล้วและไอ้คนชาติชั่วอย่างนี้พ่อแม่พี่น้องจะเอามาเป็น ส.ส.ระยองได้อย่างไรครับ.. บอกมันไปด้วยนะครับ เนี่ยคนแกลงนะครับผมคนระยอง คนนี้ทำอะไรแล้วทำจริงแล้วมีสัจจะ แล้วไม่เคยโกหกใคร แล้ววันนี้ก็ไม่ได้มาโกหกพี่น้องแล้วที่กล่าวหาว่าผมเป็นคนทำใบปลิวพวกนี้ขึ้นมาเนี่ยผมไม่ได้ทำหรอก เพราะผมเป็นคนขี้เกียจเขียนใบปลิว ชอบพูด ผมไม่ได้ทำหรอก ไอ้ใบปลิวพวกเนี้ย ถ้าทำจะยิ่งกว่านี้ ถ้าทำเองจะยิ่งกว่านี้ พี่น้องครับวันนี้ระยองไม่ใช่แถวจังหวัดอื่น ๆ ที่ใคร ๆ ก็ได้ หอบเงินไป มันเหมือนการดูถูก เขาเรียกว่าอะไรน้านะนึกไม่ออก ผมไม่รู้นะ พวกเราต้องช่วยกันนะนะ บอกญาติ บอกพี่ บอกน้อง บอกลูกหลาน ตั้งแต่ที่รมย์ นายกรมย์ลงมาเฮียเซ้ง ใครต่อใครต้องมาช่วยกันให้หมด ผมรักเคารพนับถือทุกคน เฮียเนาว์ด้วยเอ้า ต้องช่วยกันกู้ศักดิ์ศรีของคนระยอง ถ้าวันนี้คนระยองโดยเฉพาะเขต 2 คนแกลง เขาชะเมา วังจันทร์ กู้ศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ได้ อย่าให้ชื่อว่าคนแกลงเลยนะครับ ผมจะเหยียบที่นี่ก็กระมิดกระเมี้ยนเต็มที่ ผมเป็น ส.ส.ใครดักยิงเอ๊ะ ไม่มี ไม่มีใครกล้าพูด พี่น้องครับเดี๋ยวผมต้องพูดที่เมือง ถ้าดักยิงเดี๋ยวไปดักยิงที่โน้น พี่น้องครับ ฝากครับที่เสริมศักดิ์ พี่สินอย่างไรก็คนของเรา อย่างไรก็อยู่ตรงนี้ มันทิ้งที่นี่ไม่ได้หรอกครับ มันเกิดที่นี่ มันก็ต้องตายที่นี่ ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่น้องที่นี่ อย่าเอาคำอื่นคำไหนมาอ้างโดยเด็ดขาด ผมคิดว่ามันไม่มีตัวอย่างสำหรับพี่น้อง เพราะคน ๆ นี้ไม่ใช่คนระยองแต่มาหากินบนคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อของคนระยอง ขอบพระคุณครับ”

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บุคคลที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงในคำปราศรัยว่าเป็นตำรวจประจำอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน และเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นคำพูดปราศรัยแบบลอย ๆ ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงไปว่าเป็นบุคคลใดหรือพรรคการเมืองใด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดนั้น

เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เคยช่วยจำเลยที่ 1 หาเสียงในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2535 และโจทก์เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งและจำเลยที่ 1 ยังตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า โจทก์เคยเล่นกอล์ฟกับจำเลยที่ 1 ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวล้วนเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ข้างต้น อีกทั้งโจทก์เคยรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสันและเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งในเขตเลือกตั้งนี้ตำรวจเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียวคือโจทก์เมื่อโจทก์เป็นคู่แข่งขันทางการเมืองกับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทยที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ และสถานที่ที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยขณะเกิดเหตุก็เป็นเวทีหาเสียงของพรรคไทยรักไทยซึ่งจัดให้มีการปราศรัยในเขตเลือกตั้งดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าในการปราศรัยดังกล่าวเป็นการปราศรัยเพื่อให้คะแนนแก่ตนเองและพรรค ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้กล่าวในคำปราศรัยว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใครและมิได้ระบุชื่อพรรคการเมือง กับมีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศหลายคนเป็นตำรวจก็ตาม แต่ประชาชนที่ไปฟังการปราศรัยของจำเลยที่ 1 ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดระยองย่อมเข้าใจได้ว่าบุคคลที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงว่า บุคคลดังกล่าวเคยเป็นตำรวจเดินตามจำเลยที่ 1 ไปช่วยหาเสียงเมื่อปี 2535 แล้วต่อมาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยองแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้น ก็คือโจทก์ เพราะโจทก์เป็นสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 เพียงคนเดียวที่มียศเป็นตำรวจ และเมื่อจำเลยที่ 1 กล่าวถึงพฤติกรรมของโจทก์ว่า ขณะที่โจทก์รับราชการที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสันโจทก์สร้างเรื่องเท็จในคดีที่โจทก์ตรวจยึดอาวุธปืนเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง อีกทั้งยังหลอกลวงเอาเงินจากคนแก่จนตรอมใจตาย
แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับคำบอกเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจากบุคคลอื่น แต่คำกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการชักจูงใจให้ประชาชนผู้มาฟังคำปราศรัยเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง
จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามุ่งประสงค์ให้โจทก์ได้รับความอับอายและทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชักจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนโจทก์และลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สมัครพรรคเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และมีความผิดฐานใส่ร้ายด้วยความเท็จให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ตนหรือผู้สมัครอื่นหรืองดเว้นการลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าข้อความจริงในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยนั้น เป็นอย่างไรและคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ไม่ตรงกับความจริงและเป็นเท็จอย่างไรนั้น
เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบจนได้ความแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้กล่าวถ้อยคำอันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างไร และโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า คำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นความเท็จ โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่า คำกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเบิกความจริงหรือเป็นการกล่าวแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตแต่อย่างใด ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการอื่น ๆ ล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกหรือไม่
เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และการที่จำเลยที่ 1 ยังคงต่อสู้คดีจนถึงชั้นฎีกา แสดงให้เห็นว่ายังมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ลักษณะการกระทำความผิดในคดีนี้มิใช่เรื่องร้ายแรงมากนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งการลงโทษจำเลยที่ 1 ด้วยการตัดสิทธิทางการเมืองที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดระยะเวลานานถึง 10 ปี ก็น่าจะทำให้จำเลยที่ 1 หลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีกแล้ว ดังนั้น ที่ศาลล่างใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 มานั้น จึงนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 43 (5), 137 ซึ่งเป็นกฎหมายแก้ไขใหม่นั้น
เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44 (5), 101 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมีอัตราโทษเท่ากัน
เมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่มิได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(สมชาติ ธัญญาวินิชกุล – นิยุต สุภัทรพาหิรผล – ชัยยุทธ ศรีจำนงค์)
วิไล ต้อนโสกี – ย่อ
ศิริชัย วัฒนโยธิน – ตรวจ

——————————————

ป.วิ.อ. มาตรา 185, 215, 225
พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48
พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2551

จำเลยเป็นเพียงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาและบรรณาธิการ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เขียนข้อความหมิ่นประมาทดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วย เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปบัญญัติไว้ มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พุทธศักราช 2484 พ.ร.บ.การพิมพ์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485 พ.ร.บ.การพิมพ์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2488 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 36 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2519
แต่ความที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติถึงลักษณะความผิดของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณษา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 แต่ประการใด จึงเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิด
ดังกล่าว จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

โจทก์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์
จำเลย นายชัชรินทร์ สุรพัฒน์

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่มีข้อความหมิ่นประมาท และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณา พลตำรวจเอก สันต์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบด้วยมาตรา 83 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการ
ลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่มีข้อความหมิ่นประมาทตามฟ้อง และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษานี้โดยย่อพอให้ได้ใจความลงในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันฉบับหนึ่ง กับหนังสือพิมพ์มติชนหรือข่าวสดอีกหนึ่งฉบับมีกำหนดฉบับละสามครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (1) (2)
โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันกับพวก ผู้เขียน ผู้ประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยร่วมกันเขียนและพิมพ์พาดหัวข่าวข่าว และข้อความลงในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 อันเป็น
การโฆษณาด้วยเอกสาร ซึ่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อมีความผิดนอกจากที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์ ผู้ประพันธ์ซึ่งตั้งใจให้โฆษณาบทประพันธ์นั้นต้องรับผิดเป็นตัวการ ถ้าผู้ประพันธ์ไม่ต้องรับผิดหรือไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการ และวรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีแห่งหนังสือพิมพ์ ผู้ประพันธ์และบรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ และถ้าไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการด้วย และศาลชั้นต้นก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เมื่อไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์มาดำเนินคดีนี้ก็ต้องเอาโทษแก่จำเลยด้วย
โจทก์ไม่อุทธรณ์
โจทก์ร่วมคงอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก และไม่รอการลงอาญา
ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันเนื่องจากเลิกกิจการหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ฎีกา
ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาและบรรณาธิการ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เขียนข้อความหมิ่นประมาทดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วย
เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485 พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2488 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 36 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 แต่ความที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติถึงลักษณะความผิดของผู้พิมพ์
ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 แต่ประการใด จึงเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิดดังกล่าว จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้
ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ225
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.

(วีระชาติ เอี่ยมประไพ – ประทีป เฉลิมภัทรกุล – มนูพงศ์ รุจิกัณหะ)
ศาลอาญากรุงเทพใต้ – นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ – นายพินิจ สายสอาด

 

 

หมิ่นประมาท, แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต, ผู้เสียหาย

ป.อ.มาตรา 326, 329 (1) ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2557

การที่โจทก์ร่วมไปหาจำเลยที่ห้องพักซึ่งแม้จะเป็นการรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้บอกให้จำเลยกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดอันจะเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ร่วมและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันเท่านั้น
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมแก่บุคคลที่สามด้วยถ้อยคำว่า ไม่รู้จักโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมมานั่งเฝ้าจำเลยที่ห้องทุกคืน จนจำเลยต้องไปนอนที่อื่นและมาเฝ้าตั้งแต่เช้า มาเฝ้าถึงที่ทำงานของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นภริยาจำเลย และโจทก์ร่วมมาคอยตามตื้อจำเลยตลอดเวลา อันเป็นถ้อยคำที่ทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้หญิงไม่ดีคอยตามตื้อจำเลยซึ่งเป็นผู้ชายตลอดเวลา และแอบอ้างเป็นภริยาของจำเลย
แม้คำว่า “ใส่ความ” ตามที่บัญญัติในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้นิยามศัพท์ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายไว้ว่า หมายถึงการพูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เมื่อการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวที่ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย
ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วม และการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้น เห็นได้ชัดว่าจำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย อันเป็นการทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วมและทำให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวไม่มีลักษณะไปในทำนองแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสีย
เกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

โจทก์ พนักงานอัยการ คดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์ร่วม นางพรพิมล ศิลาอ่อน
จำเลย นายปรัชญ์ ปราบปรปักษ์

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระหว่างพิจารณา นางพรพิมล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมไปหาจำเลยที่ห้องพัก ซึ่งแม้จะได้ความตามที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้บอกให้จำเลยกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดอันจะเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ร่วมและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันเท่านั้น
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมแก่บุคคลที่สามด้วยถ้อยคำว่า ไม่รู้จักโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมมานั่งเฝ้าจำเลยที่ห้องทุกคืน จนจำเลยต้องไปนอนที่อื่นและมาเฝ้าตั้งแต่เช้า มาเฝ้าถึงที่ทำงานของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นภริยาจำเลย และโจทก์ร่วมมาคอยตามตื้อจำเลยตลอดเวลา อันเป็นถ้อยคำที่ทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้หญิงไม่ดีคอยตามตื้อจำเลยซึ่งเป็นผู้ชายตลอดเวลา และแอบอ้างเป็นภริยาของจำเลย
แม้คำว่า “ใส่ความ” ตามที่บัญญัติในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้นิยามศัพท์ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายไว้ว่า หมายถึงการพูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เมื่อการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวของจำเลยดังกล่าว เป็นการกล่าวที่ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจึงเป็นการ
ใส่ความโจทก์ร่วม และการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้นเห็นได้ชัดว่าจำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย อันเป็นการทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วมและทำให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว ไม่มีลักษณะไปในทำนองแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน

(ปกรณ์ มหรรณพ – วิวรรต นิ่มละมัย – นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล – ตรวจ

หมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ป.อ.มาตรา 326, 328
ไต่สวนคำขอ ป.วิ.พ.มาตรา 21 (4)
นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ.มาใช้ การพิจารณา ตั้งทนายความ จำเลยรับสารภาพ ศาลไม่สืบพยาน ป.วิ.อ.มาตรา 15, 172, 173, 176 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2130/2557

จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ประกอบกับคดีนี้ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษ
อย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์และโจทก์ร่วมจะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียก่อน ศาลชั้นต้นย่อมมีคำพิพากษาได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ร่วมและทนายจำเลยอีก นอกจากนี้จำเลยได้แต่งตั้ง ฐ. เป็นทนายความแล้ว ถือว่าจำเลยมีทนายความตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 173 แล้ว ทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 มิได้บัญญัติว่าการสอบคำให้การจำเลยต้องมีทนายความอยู่ด้วย ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว เมื่อจำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นยังได้สอบจำเลยอีกครั้ง ซึ่งจำเลยก็ยืนยันให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมและรับคำให้การใหม่ แม้ทนายความที่จำเลยแต่งตั้งไว้จะไม่มาศาลก็ตาม ก็หามีผลให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมและทนายจำเลยเลื่อนคดีกับสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
การที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนคำร้องที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพ เป็นให้การปฏิเสธหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (4) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนก่อนจึงชอบแล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ร้องเรียนและให้ข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในคอลัมน์ “ลูกค้าร้องแบงค์กรุงศรีฯ ปล่อยสินเชื่อไร้มาตรฐาน” มีข้อความว่า “ฯลฯ ตนได้ถูก ว. และ พ. กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. และธนาคาร ก. ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกู้เงินและค้ำประกัน โดยไม่รู้ตัว จนทำให้ตนมีหนี้สินถึง 44 ล้านบาท และต้องรับผิดชอบการภาระหนี้ของบริษัทในอนาคต ฯลฯ” ซึ่งคำว่า “ตน” ในข้อความในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว หมายถึง จำเลย อันเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ร่วมงานในที่ทำงานและแม่ค้า และประชาชนทั่วไป ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า ผู้เสียหายกับพวกร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกู้เงินและค้ำประกันทำให้จำเลยเป็นหนี้และต้องรับภาระ อันไม่เป็นความจริง อันเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง

ดังนี้ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นฝ่ายตีพิมพ์ข้อความที่หมิ่นประมาทในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวอันเป็น
การแสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์เป็นฝ่ายดำเนินการเอง แต่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ร้องเรียนและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 แล้ว

โจทก์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม นางสาวพิณทิพย์ โชติกเสถียร
โดยนายวันชัย ชวาลีมาภรณ์ ผู้ดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย นางษสิริธนชัชหรือนวลจันทร์ อนันตวิรุฬห์

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ระหว่างพิจารณา นางสาวพิณทิพย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 1,000,000 บาท และให้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันทุก ๆ ฉบับ ที่มีอยู่ในประเทศไทยขอโทษโจทก์ร่วมติดต่อกันทุกวันมีกำหนด 1 เดือน จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

โจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและให้จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 326) จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังไม่เกิน 3 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ยกคำร้อง ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

จำเลยอุทธรณ์
ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย นายวันชัย สามีโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า

  • การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2553 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในวันนัดดังกล่าวโจทก์ร่วมและนายฐิติ ทนายจำเลย ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นต้อง
    สั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปก่อน ทั้งการที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยโดยไม่มีทนายจำเลยให้คำปรึกษาเป็นการสอบคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 และมาตรา 173 และศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธโดยไม่ไต่สวนก่อนก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเช่นกันนั้น
  • เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2553 ว่าจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ประกอบกับคดีนี้ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์และโจทก์ร่วมจะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียก่อน ศาลชั้นต้นย่อมมีคำพิพากษาได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ร่วมและทนายจำเลยอีก
  • นอกจากนี้ จำเลยได้แต่งตั้งนายฐิติเป็นทนายความแล้ว ถือว่าจำเลยมีทนายความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 แล้ว ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 มิได้บัญญัติว่าการสอบคำให้การจำเลยต้องมีทนายความอยู่ด้วย ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว เมื่อจำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นยังได้สอบจำเลยอีกครั้ง ซึ่งจำเลยก็ยืนยันให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมและรับคำให้การใหม่ แม้ทนายความที่จำเลยแต่งตั้งไว้จะไม่มาศาลก็ตาม ก็หามีผลให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่
  • ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมและทนายจำเลยเลื่อนคดีกับสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธโดยไม่ไต่สวนก่อนเป็นการดำเนิน
กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การจะไต่สวนคำร้องดังกล่าวของจำเลยหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (4) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ครอบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ยืนยันว่าหนังสือพิมพ์เป็นฝ่ายตีพิมพ์ มิได้มีข้อความว่าจำเลยได้จ้าง วาน ใช้ ให้หนังสือพิมพ์ดังกล่าวลงข่าว เป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์เป็นฝ่ายดำเนินการเองทั้งสิ้น และข้อความฟ้อง จำเลยก็มิใช่เป็นผู้ยืนยันข้อเท็จจริง
ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ร้องเรียนและให้ข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในคอลัมน์ “ลูกค้าร้องแบงค์กรุงศรีฯ ปล่อยสินเชื่อไร้มาตรฐาน” มีข้อความว่า “ฯลฯ ตนได้ถูกนายวันชัย และนางพิณทิพย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อาร์ ที ดี อุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกู้เงินและค้ำประกัน โดยไม่รู้ตัวจนทำให้ตนมีหนี้สินถึง 44 ล้านบาท และต้องรับผิดชอบการภาระหนี้ของบริษัทในอนาคต ฯลฯ”

ซึ่งคำว่า “ตน” ในข้อความในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวหมายถึง จำเลย อันเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ร่วมงานในที่ทำงานและแม่ค้า และประชาชนทั่วไป ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า ผู้เสียหายกับพวกร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกู้เงินและค้ำประกัน ทำให้จำเลยเป็นหนี้และต้องรับภาระ อันไม่เป็นความจริง อันเป็นการใส่ความ ผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง

ดังนี้ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเป็นฝ่ายตีพิมพ์ข้อความที่หมิ่นประมาทในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์เป็นฝ่ายดำเนินการเองดังที่จำเลยฎีกา แต่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ร้องเรียนและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 แล้ว

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลล่างทั้งสองจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน

(โสฬส สุวรรณเนตร์ – เกษม เกษมปัญญา – ไมตรี สุเทพากุล)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล – ตรวจ

ป.อ. มาตรา 326, 329(1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2554

การที่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการร้องขอจาก ห. ให้ไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องบุตรของ ห. ทะเลาะวิวาทกันเอง จึงไปที่บ้านของ ค. พบ ค. และบุตรของ ห. อีกหลายคน

บรรดาบุตรของ ห. และจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ห. จึงปรึกษาหารือพูดคุยกับ ส. เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกเกรงว่า ห. จะถูกโจทก์ร่วมหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปหมดจะทำให้จำเลยกับพวกเดือดร้อน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถือได้ว่าในฐานะที่จำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองของ ส. การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นการปรับทุกข์กับ ส. เพื่อให้ ส. หาทางช่วยแก้ไขปัญหาให้ครอบครัวของ ห. เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม

แต่เมื่อ ป. เข้ามาร่วมรับฟังในภายหลังและจำเลยกล่าวต่อหน้า ป. ว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับ ห. และหลอกเอาเงิน ห. แม้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับ ห. และหลอกเอาเงิน ห. ก็ตาม แต่ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมต่อหน้า ป. ด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาท เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายและเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

โจทก์ พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์ร่วม นางวนิดา สัพโส
จำเลย นายประเวท ธิดุลดุก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางวนิดา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 4 เดือน ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายสนั่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการร้องขอจากนายหม่องให้ไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างบุตรของนายหม่อง นายสนั่นจึงไปที่บ้านของนายคำรน บุตรของนายหม่องคนหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับบ้านของนายหม่อง พบนายคำรนและบุตรของนายหม่องอีกหลายคน บรรดาบุตรของนายหม่องรวมทั้งจำเลยด้วยต่างเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายหม่องจึงปรึกษาหารือหรือพูดคุยกับนายสนั่นเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกเกรงว่านายหม่องจะถูกโจทก์ร่วมหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปหมดจะทำให้จำเลยกับพวกเดือดร้อน ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถือได้ว่า ในฐานะที่จำเลยกับพวกเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองของนายสนั่น การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปรับทุกข์กับนายสนั่น เพื่อให้นายสนั่นหาทางช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ครอบครัวของนายหม่อง ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่นางประทุมพรเข้ามาร่วมรับฟังด้วยแล้ว การที่จำเลยกล่าวต่อหน้านางประทุมพรว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับนายหม่องและหลอกเอาเงินของนายหม่องนั้น เห็นว่า ที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายหม่องบิดาของจำเลย ไม่ก่อให้จำเลยเกิดสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมต่อหน้านางประทุมพรด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทเช่นว่านั้น เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย และเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า การกล่าวหมิ่นประมาทของจำเลยเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(กษิดิ์เดช จีนสลุต – ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน – ไสลเกษ วัฒนพันธุ์)
ศาลจังหวัดลำพูน – นายสมศักดิ์ แก้วร่วมวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 – นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์

แจ้งความเท็จ, แจ้งความเท็จโดยมีเหตุฉกรรจ์, หมิ่นประมาท

ป.อ.มาตรา 137, 147 วรรคสอง, 326

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553

การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137, 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย

โจทก์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม นางสาวลำพึงหรือรำพึง ประโมงมุขหรือประมงมุข
จำเลย นางสาวมณีรัตน์ ลาภบุญนำ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 173, 174, 326, 90
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางสาวลำพึงหรือรำพึง ประโมงมุขหรือประมงมุข ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, มาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173, มาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…มูลเหตุคดีนี้เกิดจากโจทก์ร่วมและจำเลยต่างมีปากเสียงทะเลาะวิวาทตบตีกันจนทั้งสองฝ่ายตกลงไปในคูน้ำครำข้างทางและทรัพย์สินทั้งสองฝ่ายสูญหายไป ทั้งสองฝ่ายต่างไปแจ้งความกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่ายในข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุเกิดอันตรายแก่กาย ส่วนทรัพย์สินที่สูญหายทั้งสองฝ่ายต่างจะไปฟ้องกันทางแพ่งต่อไป จำเลยมิได้แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์แต่ประการใด

หลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลาเดือนกว่า จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนอีกว่า เหตุทะเลาะวิวาทกันในครั้งนั้น จำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยแล้ววิ่งหนีไป จำเลยจึงได้ติดตามไปเอาสร้อยคอทองคำคืนจากโจทก์ร่วมที่บ้านของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้โยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลยและจำเลยได้ไปตามหาสร้อยคอทองคำที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำในที่เกิดเหตุแต่ไม่พบ ข้อเท็จจริงที่จำเลยแจ้งเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ ทางฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วม นายโสภณ ประจงการ กับนางสาวจิรภัทร์ แซโลว์ ผู้เห็นเหตุการณ์และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ เตี้ยสุด พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า

ในวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมและจำเลยต่างหาทรัพย์สินของตนที่สูญหายไปในที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีฝ่ายใดหาทรัพย์สินพบและไม่ปรากฎว่ามีเหตุการณ์เกี่ยวกับโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุไป โจทก์ร่วมมิได้ลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ
และพระเครื่องเลี่ยมทองคำตามที่จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งในครั้งแรกจำเลยไม่ได้แจ้งความว่าโจทก์ร่วมลักทรัพย์ดังกล่าวไป ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า โจทก์ร่วมหยิบเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปแล้ววิ่งหนีกลับไปที่บ้าน จำเลยไปทวงคืน โจทก์ร่วมโยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลย โดยจำเลยมีเด็กชายพินิจ ปริวันตัว มาเบิกความสนับสนุนว่า เห็นโจทก์ร่วมกับจำเลยทะเลาะกันตกลงไปในคูน้ำครำข้างทาง โจทก์ร่วมขึ้นมาจากน้ำคนแรกและได้หยิบเศษสร้อยคอทองคำที่ตกอยู่
แล้วกลับไปที่บ้านทันที จำเลยขึ้นจากน้ำวิ่งตามไปทันเพื่อทวงสร้อยคอทองคำคืน และจำเลยกลับมาในที่เกิดเหตุบอกว่า ผู้ใดหาสร้อยคอทองคำส่วนที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำได้แล้วจะให้รางวัล 1,000 บาท

แม้ในคดีนี้จำเลยจะมีเด็กชายพินิจมาเบิกความสนับสนุนจำเลย แต่เด็กชายพินิจไม่เคยไปให้การในชั้นสอบสวนในคดีนี้และคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้อง ทั้งไม่เคยไปเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้องด้วย คงมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนจำเลยในคดีนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้น คำเบิกความของเด็กชายพินิจย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไป จึงคงมีแต่คำของจำเลยเพียงผู้เดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เหตุที่สร้อยคอทองคำและพระเครื่องเลี่ยมทองคำของจำเลยสูญหายไป เพราะเกิดจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมและตกไปในคูน้ำครำข้างทาง การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์จึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นแต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นเพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 174 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมอันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เกลียดชังและเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษกับให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วย”

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 และมาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

(อาวุธ ปั้นปรีชา – ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ – สมชาย พันธุมะโอภาส)
เปรมรัตน์ วิจารณาญาณ – ย่อ
กาญจนา ชัยคงดี – ตรวจ

ป้องกัน ดูหมิ่นซึ่งหน้า

(ป.อ.มาตรา 86, 393)
วิธีพิจารณาความอาญา บรรยายฟ้อง อุทธรณ์ ฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน
นำวิธีพิจารณาในศาลอุทธรณ์มาใช้ในชั้นฎีกา (มาตรา 158, 193 วรรคหนึ่ง, 194, 225)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ (มาตรา 4, 22)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552

การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไร เป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานให้ความหมายคำว่า “ตอแหล” ว่า เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393

การที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นหมิ่นประมาทและเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับคนตามคลองธรรมหรือไม่ จึงมิใช่ประเด็นแห่งคติ

เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท และเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมอันเป็นเหตุยกเว้นความผิดของจำเลย จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นแห่งคดีและโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

การกระทำที่จะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 68 นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นจำต้องกระทำการนั้น เพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้งจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลย 200 บาท ต้องห้ามจำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องต่อผู้เสียหายนั้น มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดและป้องกันชื่อเสียงของตนที่ถูกใส่ร้าย การตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและมีการตามเจ้าหน้าที่อื่นๆ ให้เข้ามาอีก ทำให้จำเลยตกอยู่ในสภาวะคับขันนั้น อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา เพื่อจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามจำเลยอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22

โจทก์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย นางสาวสุดาลัด จึงแย้มปิ่น

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 136, 391
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 400 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง (ที่ถูกระบุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ด้วย) คงปรับ 200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยไปพบผู้เสียหายและกล่าวต่อผู้เสียหายว่า “อีกตอแหล มาดูผลงานของแก” โดยเข้าใจว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้งในเรื่องขอสำเนาเอกสารกับถูกผู้เสียหายกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า

  • ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า “อีตอแหล มาดูผลงานของแก” เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การดูหมิ่นต้องเข้าลักษณะคำพูดที่เป็นไปไม่ได้ แต่คำพูดจำเลยเป็นการกล่าวถึงพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่กลั่นแกล้งจำเลยและครอบครัวในการเพิ่มขั้นตอนทางราชการขึ้นโดยไม่จำเป็น และถูกผู้เสียหายใส่ความว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น

เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่นหมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่า การกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าว เป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานให้ความหมายคำว่า “ตอแหล” ว่า เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 

  • ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเข้าลักษณะการหมิ่นประมาท
    การที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ซึ่งจำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นโดยปรากฏในคำแถลงการณ์ปิดคดีแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นหมิ่นประมาทและเป็นการป้องกันตน
    หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับคนตามคลองธรรมหรือไม่ จึงมิใช่ประเด็นแห่งคดีการที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท และเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมอันเป็นเหตุยกเว้นความผิดของจำเลย จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นแห่งคดีและโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
  • ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำความผิดเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้ง จำเลยพยายามแก้ไขความเข้าใจผิด ป้องกันชื่อเสียงของตนที่ถูกใส่ร้าย การตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
    และมีการตามเจ้าหน้าที่อื่นๆ ให้เข้ามาอีก ทำให้จำเลยตกอยู่ในสภาวะคับขัน จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 แต่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยถึงอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลย ย่อมเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก โดยเห็นว่าการกระทำที่จะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นจำต้องกระทำการนั้น เพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้ง จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลย 200 บาท ต้องห้ามจำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่เพียงว่า เหตุที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายเนื่องจากเข้าใจว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้งในเรื่องการขอสำเนาเอกสารกับถูกผู้เสียหายกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกาย มิใช่เกิดเนื่องจากการที่ผู้เสียหายได้กระทำการตามหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องต่อผู้เสียหายนั้น มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดและป้องกันชื่อเสียงของตนที่ถูกใส่ร้าย การตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและมีการตามเจ้าหน้าที่อื่นๆ ให้เข้ามาอีก ทำให้จำเลยตกอยู่ในสภาวะคับขันนั้น อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา เพื่อจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามจำเลยอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ คำพิพากษา
    ศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
    พิพากษายืน(มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด – วีระวัฒน์ ปวราจารย์ – พิทยา ลิ้มสุวัฒน์)
    นันดา สุดคนึง – ย่อ
    ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง – ตรวจ

 

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ

(มาตรา 22)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6321/2551

โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและครอบครัวให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวโจทก์และ ด. มาตั้งแต่อดีตตลอดมา และกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยกันอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยเขียนจดหมายโดยกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือของจำเลยและครอบครัวแก่ครอบครัวของโจทก์มาในอดีต และความเป็นมาของที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

แม้จะมีข้อความที่อ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาจดหมายทั้งฉบับประกอบกับจำเลยส่งจดหมายให้เฉพาะบรรดาพี่น้องเพื่อปรึกษาในการดำเนินการให้โจทก์คืนที่ดินแก่จำเลย ซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงการตัดพ้อต่อว่าโจทก์เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยจึงไม่มีเจตนาใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว

โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาใส่ความหรือไม่ เพียงแต่พิจารณาดูว่าจำเลยคิด ตกลงใจ และกระทำตามที่ตกลงใจในเรื่องการใส่ความ คือการเขียนและส่งจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทไปยังบุคคลที่สามก็ครบองค์ประกอบในความผิดฐานนี้ คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแล้ว
ไม่จำเป็นต้องพิจารณาไปถึงว่าจำเลยมุ่งหมายเพื่อจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ อันเป็นเจตนาพิเศษ เพราะเป็นเพียงผลที่คาดหมายว่าน่าจะเกิด ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าจำเลยได้ส่งจดหมายที่มีข้อความตามฟ้องให้แพร่หลายแก่บุคคลที่สาม และข้อความดังกล่าวพิเคราะห์ตามมาตรฐานของวิญญูชนทั่วไป น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อบุคคลที่สามได้รับทราบถึงข้อความและรู้ว่าจำเลยกล่าวถึงใครแล้ว แม้บุคคลที่สามจะเป็นพี่น้องของจำเลยก็ตาม
และไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบด้วย ป.อ.มาตรา 329 เพราะที่ดินพิพาทยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าเป็นของบุคคลใด ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง

ดังนี้ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยโดยปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้เพียงว่า ข้อความตามฟ้องนั้นเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว

โจทก์ นางจินตนา สินธุโสภณ
จำเลย นางสาวพูนสุข มโนมัยอุดม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยใส่ความโจทก์กับพวกโดยจัดทำจดหมายมีข้อความตอนหนึ่งว่า “…พี่ป๊อกแม่แมวร่วมมือกับโหน่ง (คำว่าพี่ป๊อกแม่แมวหมายถึงโจทก์ ซึ่งเป็นมารดาของนางสาววาทีนีหรือแมว สินธุโสภณ)…ให้ข้อมูลเท็จแก่ศาล…” และมีข้อความอีกตอนหนึ่งว่า “…แม่ของพวกเขา (พี่ป๊อกและหลานบางคน) นอกจากไม่สำนึกในบุญคุณแล้ว ยังเนรคุณโกงเสียอีก… น่าขายหน้าจริงๆ นามสกุลสินธุโสภณ..คงเสียคราวนี้..” โดยจำเลยจัดส่งจดหมายดังกล่าวไปยังบุคคลที่สามหลายคนในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังเพราะอาจทำให้บุคคลที่สามเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโกหก ไม่สำนึกในบุญคุณและยังเนรคุณจำเลย และเป็นคนโกง ซึ่งความจริงแล้วเนื่องจากโจทก์ได้ร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของจำเลย โดยเสนอพยานหลักฐานและเบิกความต่อศาลจนศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์มิได้เนรคุณจำเลยเพราะเป็นสิทธิของโจทก์ เนื่องจากสามีของโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลย แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 332 ให้ทำลายจดหมายหมิ่นประมาทโจทก์และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายวัน 7 ฉบับ ติดต่อกัน 7 วัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและครอบครัวให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวโจทก์และนายดำรงค์มาตั้งแต่อดีตคลอดมา และกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยกันอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยเขียนจดหมายโดยกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือของจำเลยและครอบครัวแก่ครอบครัวของโจทก์มาในอดีตและความเป็นมาของที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้จะมีข้อความที่อ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาจดหมายทั้งฉบับประกอบกับจำเลยส่งจดหมายให้เพราะบรรดาพี่น้องเพื่อปรึกษาในการดำเนินการให้โจทก์คืนที่ดินแก่จำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงการตัดพ้อต่อว่าโจทก์เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเจตนาใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว

โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาใส่ความหรือไม่ เพียงแต่พิจารณาดูว่าจำเลยคิด ตกลงใจ และกระทำตามที่ตกลงใจในเรื่องการใส่ความ คือการเขียนและส่งจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทไปยังบุคคลที่สามก็ครบองค์ประกอบ
ในความผิดฐานนี้ คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถุกเกลียดชังแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาไปถึงว่าจำเลยมุ่งหมายเพื่อจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ อันเป็นเจตนาพิเศษ เพราะเป็นเพียงผลที่คาดหมายว่าน่าจะเกิด ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าจำเลยได้ส่งจดหมายที่มีข้อความตามฟ้องให้แพร่หลายแก่บุคคลที่สาม และข้อความดังกล่าวพิเคราะห์ตามมาตรฐานของวิญญูชนทั่วไปน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังได้เมื่อบุคคลที่สามได้รับทราบถึงข้อความและรู้ว่าจำเลยกล่าวถึงใครแล้ว แม้บุคคลที่สามจะเป็นพี่น้องของจำเลยก็ตาม และไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เพราะที่ดินพิพาทยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าเป็นของบุคคลใด ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง

ดังนี้ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยโดยปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้เพียงว่า ข้อความตามฟ้องนั้นเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถุกเกลียดชังหรือไม่

ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

(พิสิฐ ฐิติภัค – พีรพล พิชยวัฒน์ – ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว)
ฐิตินันท์ บุญอ่อน – ย่อ
กำพล ษมาคุณากร – ตรวจ[/read]

Leave a Comment