เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม ต้องสร้างตามใบปลิวโฆษณาตอนแรกที่เปิดโครงการ – (ฎีกา) –

ตอนจะขายเอาเงินเรา ก็โฆษณา พรรณนาเสียเลิศหรูอลังการงานสร้าง ว่าจะมีสวนทรอปิคานา, ห้องออกกำลัง, ฯลฯ แต่พอสร้างเสร็จไม่ได้เป็นไปตามใบปลิวที่แจก ให้นำใบโฆษณาเหล่านั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาขายคอนโด เรามาดูว่า ศาลฎีกาท่านพิพากษาคดีเหล่านี้อย่างไรบ้าง…

คำพิพากษาฎีกาย่อสั้น

ภาระจำยอม, ย้ายภาระจำยอม, ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1, 30 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10665/2558 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับผู้ซื้อพร้อมกับแจก ใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อด้วย ใบโฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อ จะขายด้วย จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาโดยจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ได้ ขนาดตามที่ได้โฆษณา ใบโฆษณาที่ระบุว่า คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร (สูงกว่าระดับทางหลวงสายเอเชีย 1.50 เมตร) กว้าง 16 เมตร ปลูกก่อไผ่ เป็นรั้วล้อมรอบตามแนวคันดินกั้นน้ำ ประกอบกับหนังสือของสำนักงาน ที่ดินจังหวัด ที่ระบุว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น ๆ เนื่องจากเขตคันดินที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ดังนั้น จึงอยู่ในวิสัยและความรับผิดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติ ตามสัญญาโดยทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการให้ได้ขนาดตามที่ได้ โฆษณาไว้ในใบโฆษณา ส่วนถนนสายใหญ่และถนนซอยในโครงการนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าพนักงานที่ดินตอบในหนังสือฉบับเดียวกันว่า หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ 40 เมตร และ 20 เมตร ตามลำดับ จะทำให้รุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ การจะบังคับให้ จำเลยขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณา ย่อมกระทบต่อขนาดที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งผู้ซื้อที่ดินแต่ละราย ได้เข้าครอบครองเป็นส่วนสัดและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว กรณีเช่นนี้ถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องที่จะบังคับให้จำเลยทำเช่นนั้น ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องขยายถนนให้มี ขนาดกว้างตามใบโฆษณา จำเลยได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินตามหนังสืออนุญาต โดยจัด จำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการ ทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนนและทะเลน้ำจืดในโครงการ ตามแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน มีลักษณะเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของ คณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้คันดินนั้นน้ำล้อมรอบที่ดิน ในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อ ประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษา กิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ จำเลยผู้จัดสรรที่ดินย่อมตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินก็ตามเพราะเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อที่ดินที่เป็นคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืด ในโครงการตกเป็นภาระจำยอมแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โจทก์จึงมีสิทธิที่ จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ เนื่องจากจากการจดทะเบียน ภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิทำกำแพงล้อมรอบทะเลน้ำจืด เพราะเป็นการผิดสัญญา และยังเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกตาม มาตรา 1390

คำพิพากษาฎีกาย่อยาว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10665/2558
โจทก์  คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย  นายสุภศักดิ์  ธนกาญจนบูรณ์
ป.พ.พ.ภาระจำยอม ย้ายภาระจำยอม มาตรา 1391, 1392
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1, 30

     โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ จัดให้มีคันดินกั้นน้ำล้อมรอบสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยกว้าง
20 เมตร พร้อมดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว และรื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่ปิดล้อมรอบทะเลน้ำจืดออกไป กับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม
ที่ดินทุกแปลงที่เป็นถนนและสาธารณูปโภคภายในโครงการดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากจำเลยไม่กระทำให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา
     จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
     ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (กำแพงคอนกรีต) ที่ปิดล้อมรอบทะเลน้ำจืดออกไป และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดิน
ทุกแปลงที่เป็นถนน คันดินกั้นน้ำ และทะเลน้ำจืดภายในโครงการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
     โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
     ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจัดทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบโครงการสูง 3.50 เมตร ความกว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 
40 เมตร ถนนซอยกว้าง 20 เมตร ในที่ดินของโครงการชมรมไม้ผลแก้วฟ้า ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแผนผังโครงการจัดสรร
ที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
     จำเลยฎีกา
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2526 จำเลย
โฆษณาทางสถานีวิทยุเสนอขายที่ดินจัดสรรโครงการชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นชมรมไม้ผลแก้วฟ้าให้แก่ประชาชน  จำเลยขออนุญาตค้า
ที่ดินและยื่นแผนผังการแบ่งแยกที่ดินในโครงการต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามสำเนาแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน ต่อมาจำเลยได้รับอนุญาต
จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ทำการค้าที่ดิน ตามหนังสืออนุญาต แผ่นที่ 5 จำเลยซื้อที่ดินที่ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ
1,500 ไร่ แล้วรวมแปลงและแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย เนื้อที่แปลงละ 5 ไร่ ประมาณ 230 แปลง ภายในโครงการมีทะเลน้ำจืดซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่
เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ระหว่างปี 2528 ถึงปี 2529 จำเลยปักหลักเขตและแบ่งแยกที่ดิน ทำถนน ทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ แล้วเสนอขาย
แก่ประชาชนในราคาไร่ละ 5,000 บาท แต่คิดค่าปรุงที่ดินอีกไร่ละ 40,000 บาทหรือแปลงละ 200,000 บาท ระหว่างปี 2532 ถึงปี 2533 จำเลยยื่นขอรังวัด
รวมโฉนดที่ดินและแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย แต่ผู้ซื้อที่ดินหลายรายได้เข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายก่อนแล้ว ต่อมาปี
2538 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ต้นไม้และบ้านเรือนที่ปลูกบนที่ดินในโครงการได้รับความเสียหายทุกแปลง ในปี 2540 จำเลยรังวัดที่ดินในโครงการเสร็จสิ้น
พลตรีมงคลเขตหรือมงคล พันเอกปิยะภูมิ นายวรชิน กับพวก ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับจำเลย รวม 223 ราย โดยจำเลยแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อ
ในวันทำสัญญาด้วย วันที่ 3 มีนาคม 2541 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่พลตรีมงคลเขต วันที่ 28 มิถุนายน 2543 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่
พันเอกปิยะภูมิ วันที่ 3 มิถุนายน  2546 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายวรชินประมาณปี 2543 จำเลยสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบทะเลน้ำจืดสูงประมาณ
3 เมตร วันที่ 14 พฤศจิกายน 2545 พลตรีมงคลเขต พันเอกปิยะภูมิ และนาวาเอกอารมณ์ ร้องเรียนต่อโจทก์ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยจำเลย
โฆษณาว่าจะทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยกว้าง 20 เมตร  แต่จำเลยทำคันดินกั้นน้ำ
ล้อมรอบที่ดินโครงการสูงเฉลี่ยเพียงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร กว้างประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ถนนสายใหญ่กว้างประมาณ 10 เมตร ถนนซอยกว้างประมาณ 6 เมตร
โจทก์มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญา เลขาธิการของโจทก์ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์มีมติเพิ่มเติมให้
จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นถนนและสาธารณูปโภคในโครงการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมีหนังสือแจ้งมติเพิ่มเติมให้จำเลยปฏิบัติ แต่จำเลยเพิกเฉย
โจทก์ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา ตรวจสอบว่าหากจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นหรือไม่ สำนักงานที่ดินดังกล่าว
ตรวจสอบแล้วพบว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น  ๆ เนื่องจากเขตคันดิน
ที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร แต่หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ  40 เมตร และ 20 เมตร  
ตามลำดับ จะรุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ เนื่องจากที่ดินจัดสรรยายนี้เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีการแบ่งที่ดินเป็นถนนไว้ประมาณ 10 เมตร
     มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจัดทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนนสายใหญ่ ถนนซอย ตามสัญญาจะซื้อขายให้มี
ขนาดตามที่ระบุในใบโฆษณา และจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้บริโภคภายในโครงการหรือไม่
โจทก์มีพลตรีมงคลเขตเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญากล่าวคือ คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูงเพียงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร
กว้างประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ถนนสายใหญ่กว้างประมาณ 10 เมตร ถนนซอยกว้างประมาณ 6 เมตร  จำเลยยังสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบทะเลน้ำจืดสูง
ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร โจทก์ยังมีนายกุลวาร เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2533 พยานปลูกบ้านบนที่ดินในโครงการที่ซื้อจากจำเลยและเข้าอยู่อาศัย พยานเคยทวงถาม
จำเลยหลายครั้งให้ซ่อมแซมคันดินกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพป้องกันน้ำได้และทำถนนให้อยู่ในสภาพใช้เดินทางใต้สะดวก แต่จำเลยเพิกเฉย จนกระทั่งปี 2538 เกิดอุทกภัย
ครั้งใหญ่ น้ำท่วมที่ดินทั้งโครงการเพราะคันดินกั้นน้ำขาด จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการสูงประมาณ 2.50 เมตร ฐานกว้าง
ประมาณ 8 เมตร ไม่สามารถทำคันกั้นน้ำและถนนให้มีขนาดใหญ่ตามใบโฆษณาได้เพราะจะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการ ปี 2538 เกิดอุทกภัย
ครั้งใหญ่ น้ำท่วมที่ดินทั้งโครงการ ต้นไม้และบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในโครงการได้รับความเสียหายหมดทุกแปลง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ทำ
ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับผู้ซื้อพร้อมกับแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อด้วยใบโฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายด้วย จำเลยต้องผูกพันตามสัญญา
โดยจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณา เมื่อพิจารณาใบโฆษณาแผ่นที่ 19 ที่ระบุว่า คัดดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร (สูงกว่า
ระดับทางหลวงสายเอเชีย 1.50 เมตร) กว้าง 16 เมตร ปลูกก่อไผ่เป็นรั้วล้อมรอบตามแนวคันดินกั้นน้ำ ประกอบกับหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
สาขาเสนา แผ่นที่ 1 ที่ระบุว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น ๆ
เนื่องจากเขตคันดินที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ดังนั้น จึงอยู่ในวิสัยและความรับผิดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามสัญญา
โดยทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณาไว้ในใบโฆษณา แผ่นที่ 19 ส่วนถนนสายใหญ่และถนนซอยในโครงการนั้น ข้อเท็จจริง
ได้ความจากเจ้าพนักงานที่ดินตอบในหนังสือฉบับเดียวกันว่า หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ 40 เมตร และ 20 เมตร ตามลำดับ จะทำให้
รุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ ทั้งยังได้ความจากนายแพทย์ประสิทธิ์ และนายสนองพยานจำเลย ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยว่า ไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอม
ให้มีการขยายถนน ซึ่งอาจจะมีผู้ซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยรายอื่น ๆ ที่มีความเห็นเช่นเดียวกับพยานจำเลยทั้งสองอีกหลายราย การจะบังคับให้จำเลยขยายถนนสายใหญ่
และถนนซอยให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณาย่อมกระทบต่อขนาดที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งผู้ซื้อที่ดินแต่ละรายได้เข้าครอบครองเป็นส่วนสัดและทำประโยชน์
ในที่ดินเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว กรณีเช่นนี้ถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องที่จะบังคับให้จำเลยทำเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง 
จำเลยจึงไม่ต้องขยายถนนให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่ผู้จัดสรรที่ดินเนื่องจากจำเลยไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน ที่ดินที่เป็น
คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 นั้น เห็นว่า จำเลยได้รับอนุญาต
ให้ทำการค้าที่ดินตามหนังสืออนุญาต โดยจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ 
ถนนและทะเลน้ำจืดในโครงการ ตามแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน มีลักษณะเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้คันดินนั้นน้ำล้อมรอบ
ที่ดินในโครงการ ถนน  และทะเลน้ำจืดในโครงการตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้
คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ จำเลยผู้จัดสรรที่ดินย่อมตกอยู่
ในบังคับของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินก็ตามเพราะเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อที่ดินที่เป็นคันดินกั้นน้ำล้อมรอบ
ที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกเป็นภาระจำยอมแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ เนื่องจาก
จากการจดทะเบียนภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิ
ทำกำแพงล้อมรอบทะเลน้ำจืดเพราะเป็นการผิดสัญญา และยังเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตาม มาตรา 1390 ที่ศาลอุทธรณ์
ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
     พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องขยายถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยให้กว้าง 20 เมตร ในที่ดินของโครงการชมรมไม้ผลแก้วฟ้า ตำบลแก้วฟ้า 
อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียม
ชั้นฎีกาให้เป็นพับ

     (กฤษฏิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์  -  เสรี เพศประเสริฐ  -  พีรศักดิ์ ไวกาสี)
ประเสริฐ  เสียงสุทธิวงศ์  -  ย่อ
อุทัย  โสภาโชติ  -  ตรวจ

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment