ครอบครองปรปักษ์…จนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว ต่อมาบุคคลภายนอกซื้อที่ดินนั้น “โดยไม่สุจริต” หมายความว่าอย่างไร

ที่ดินมีโฉนด อาจถูก “ครอบครองปรปักษ์” เพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ หากครอบครองที่ดินโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แต่บุคคลภายนอกที่ “สุจริต และ เสียค่าตอบแทน” จะได้รับการคุ้มครอง เรามาดูคำพิพากษาฎีกาว่า มีเหตุใดบ้างที่บุคคลภายนอกที่ซื้อทีดินที่ถูกครอบครองปรปักษ์แล้ว กระทำการโดย “ไม่สุจริต”

จดทะเบียนทรัพยสิทธิ, ครอบครองปรปักษ์, ป.ที่ดิน, กฎกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2497 ข้อ 8 (1)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1865/2559 จำเลยและ จ. เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเพราะ ห. ยกให้และครอบครอง ต่อมาโดยแสดงออกว่าจำเลยและ จ. เป็นเจ้าของโดยเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของตลอดมาเกิน 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดย การครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 พฤติการณ์ที่ พ. และโจทก์ทราบว่าจำเลยและ จ. และครอบครัว พักอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมา หลังจาก พ. จดทะเบียนซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ 12034 ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทจาก ห. ในปี 2530 แล้ว พ. ก็ไม่ได้แจ้งหรืออ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่จำเลยและ จ. รวมทั้ง พ. มิได้เข้ามาเบิกความในคดีนี้ ทำให้เชื่อได้ว่า พ. และโจทก์รู้อยู่แล้วในขณะ รับโอนที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่า พ. และโจทก์ จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินพิพาทต่อจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ป.ที่ดิน มาตรา 78 กำหนดว่า การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในที่ดินซึ่งได้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และ วิธีการในกฎกระทรวง และมาตรา 62 กำหนดว่า ให้ศาลมีหน้าที่แจ้งผลคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออก พนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุดที่แสดงว่า ตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนั้น ดังนั้น วิธีการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ให้ผู้ได้มายื่นคำขอต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุดที่แสดงว่า ตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนั้น ดังนั้น วิธีการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จึงต้องปฏิบัติตาม กฎหมายและกฎกระทรวงดังกล่าว ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็น กรรมสิทธิ์แก่จำเลย จึงไม่อาจกระทำได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยมีคำขอ ให้บังคับคดีดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าจำเลยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลย ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาในประเด็นเรื่องครอบครองปรปักษ์ ดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1865/2559

โจทก์  นางสาวปัญญา  สวยสม

จำเลย  นายสวัสดิ์  มงคลกาย

ป.พ.พ. จดทะเบียนทรัพยสิทธิ ครอบครองปรปักษ์  มาตรา 1299 วรรคสอง, 1382

ป.ที่ดิน  มาตรา 62, 78

กฎกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2497 ข้อ 8 (1)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายบ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 4 ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทรัพย์สินอื่นออกจากที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 12034 เลขที่ดิน 151 ตำบลปลายกลัด (ปลายกลัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) และห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีก หากจำเลยและบริวารไม่ยอมรื้อถอนและขนย้าย โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนและขนย้ายได้เองหรือจ้างให้ผู้อื่นรื้อถอนและขนย้ายโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือให้โจทก์ออกแทนไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 52,500 บาทและค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายบ้านและทรัพย์สินอย่างอื่นออกไปจากที่ดินโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อทำการรังวัดและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 จำนวน 33 ตารางวา ให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 12034 เลขที่ (ที่ถูก เลขที่ดิน) 151 ตำบลปลายกลัด (ปลายกลัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จำนวน 33 ตารางวา ในที่ดินพิพาทบริเวณกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 47/1 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 เลขที่ดิน 151 ตำบลปลายกลัด (ปลายกลัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา  โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางหวล มีบุตรชาย 3 คนและบุตรสาว 3 คน ให้แก่ นางจำปา นางจำปี และนางพิกุล โจทก์เป็นบุตรของนางพิกุล ส่วนจำเลยเป็นสามีของนางจำปา เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ตำบลปลายกลัดนอก อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) เนื้อที่ 1 ไร่ พร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าวเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 4  ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นของนางหวล หลังจากจำเลยและนางจำป่าแต่งงงานกัน จำเลยและนางจำปาพักอาศัยอยู่กับนางหวล ที่บ้านเลขที่ 47 ข้างต้นและนางหวลยกที่ดินแปลงอื่นเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ให้จำเลยและนางจำปา ประมาณปี 2508 จำเลยและนางจำปาปลูกบ้านเลขที่ 47/1 ซึ่งเป็นบ้านพิพาท ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 เนื้อที่ 33 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ตามแผนที่พิพาท ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2530 นางหวลจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางพิกุลตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินปี 2536 นางหวลถึงแก่ความตาย ปี 2544 นางจำปาถึงแก่ความตายตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายวนที่ 11 ตุลาคม 2556 นางพิกุลจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน มีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า นางหวลยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและนางจำปาหรือไม่ ประการแรก มีจำเลยเบิกความว่า หลังจากจำเลยและนางจำปาแต่งงานกัน จำเลย  นางจำปาและบุตรคนแรกอาศัยอยู่กับนางหวลที่บ้านเลขที่ 47 ต่อมาปี 2508 นางหวลประสงค์จะแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ให้บุตรสาว 3 คน ได้แก่ นางพิกุลบุตรคนสุดท้องได้รับที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 47 (ด้านติดคลอง) นางจำปาได้รับที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ถัดมา  และนางจำปีได้รับที่ดินถัดนางจำปา ต่อมาปีเดียวกันนางหวลไปซื้อบ้านของนางหนูแล้วรื้อมาปลูกบ้านพิพาท ซึ่งเป็นเสาไม้แก่นและปูพื้นด้วยไม้แข็งแรงต่อมาจำเลยไปขอออกเลขที่บ้านต่อทางราชการเป็นบ้านเลขที่ 47/1 จากนั้นจำเลยนางจำปาและบุตรอยู่อาศัยในบ้านพิพาทตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี หลังจากนั้นจำเลยไปเช่าที่ดินผู้อื่นที่ตำบลลาดงา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ห่างบ้านพิพาทประมาณ 500 เมตร เพื่อทำสวน โดยให้บุตร 2 คน ซึ่งโตแล้วอยู่ที่บ้านพิพาทและนางจำปายังเดินทางไปดูแลบุตรที่บ้านพิพาทเป็นประจำ นอกจากนี้ จำเลยมีนางจำปีเบิกความว่า นางหวลบอกแก่บุตรทุกคนว่าจะแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ให้บุตรสาว 3 คน ได้แก่ นางพิกุลได้รับที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 47 นางจำปาได้รับที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ถัดมาและพยานได้รับที่ดินถัดนางจำปา แต่ภายหลังนางหวลไม่ยกที่ดินส่วนดังกล่าวให้พยาน นอกจากนี้ พยานทราบด้วยว่า นางหวลซื้อไม้มาปลูกบ้านให้นางจำปาด้วย เห็นว่าพยานจำเลยมีจำเลยและนางจำปีซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 22 ปี มาเบิกความยืนยันว่านางหวลพูดกับพยานทั้งสองเรื่องแบ่งที่ดินปลูกบ้านให้บุตรสาวทั้งสาม โดยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและนางจำปีปลูกบ้าน ส่วนโจทก์มีโจทก์ นายสำเริง ลูกพี่ลูกน้องกับโจทก์ และนายมานะ ผู้ใหญ่บ้าน มาเบิกความว่า นางหวลให้จำเลยและนางจำปาปลูกบ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเพื่ออาศัยไม่ได้ยกให้นั้น  เห็นว่า ขณะนางหวลพูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและนางจำปาปลูกบ้าน มีการสร้างบ้านพิพาทและเหตุการณ์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทต่อมานั้น พยานโจทก์ทั้งสามไม่ได้รู้เห็นอยู่ด้วย เพราะพิจารณาจากอายุของพยานทั้งสามแล้ว ขณะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นพยานทั้งสามยังไม่เกิดทั้งต่อมาก็ยังเป็นเด็ก และโจทก์มิได้นำนางพิกุลมารดาโจทก์ซึ่งรู้เห็นข้อเท็จจริงนี้มากกว่าพยานโจทก์ทั้งสามเข้าเบิกความโดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควรพยานโจทก์ทั้งสามจึงขาดน้ำหนักรับฟัง ประการที่สอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เช่น พิจารณาจากอายุของนางหวลจากสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินกับอายุของนางจำปีและนางพิกุลแล้ว ขณะปลูกบ้านพิพาทนั้นนางหวลมีอายุประมาณ 55 ปี นางจำปี อายุประมาณ 22 ปี และนางพิกุลมารดาโจทก์มีอายุประมาณ 13 ปี นอกจากนี้ ปรากฏว่าสามีนางหวลถึงแก่ความตายแต่ไม่แน่ชัดว่าย้ายออกไปก่อนหน้าปี 2508 หรือไม่ ทั้งนางจำปีแต่งงานและย้ายออกไปแต่ไม่แน่ชัดว่าย้ายออกไปก่อนหน้าปี 2508 หรือไม่  จึงมีความเป็นไปได้ว่าขณะปี 2508  นางหวลอาจต้องพึ่งพาจำเลยและนางจำปา และการที่จำเลย นางจำปาและบุตรคนแรกของจำเลยอยู่กับนางหวลที่บ้านเลขที่ 47 อยู่ก่อนแล้วนางหวลยอมให้มีการปลูกบ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 47 ดังกล่าว  โดยนางหวลจัดซื้อไม้ให้ทั้งจำเลยไปขอออกบ้านเลขที่ใหม่เป็น 47/1 แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าการออกเลขบ้านใหม่ จำเลยอ้างต่อทางราชการเช่นใด พฤติการณ์เหล่านี้ก็มีความเป็นไปได้ว่านางหวลอาจยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและนางจำปา ประการที่สาม พฤติการณ์หลังจากนางพิกุลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทจากนางหวลในปี 2530.ไม่ปรากฏว่า นางพิกุลได้แจ้งหรืออ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่จำเลยและนางจำปาขณะมีชีวิตอยู่ ทั้งนางพิกุลก็มิได้เข้ามาเบิกความเป็นพยานโจทก์ดีนี้ดังที่กล่าวข้างต้น จึงทำให้ข้อนำสืบของโจทก์มีน้ำหนักน้อย และประการที่สี่ แม้ต่อมาในปี 2530 นางหวลจะจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ให้แก่นางพิกุลโดยไม่ได้แจ้งหรือกันที่ดินพิพาทออกไปให้จำเลยและนางจำปา ซึ่งทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เชื่อว่านางหวลมิได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและนางจำปานั้น ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยว่า  ในช่วงปี  2530 จำเลยและนางจำปามิได้พักอาศัยในบ้านพิพาทด้วยตนเองเป็นเวลานาน จึงเป็นไปได้อย่างมากกว่านางหวลเปลี่ยนเจตนาขายที่ดินทั้งแปลงให้แก่นางพิกุลโดยไม่ได้แจ้งหรือกันที่ดินพิพาทออกไปให้จำเลยและนางจำปา เห็นว่า การที่นางหวลพูดยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและนางจำปาทั้งส่งมอบการครอบครองแล้วแม้มิได้ดำเนินการจดทะเบียน อันมีผลให้การให้ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 525 แต่นางหวลยอมให้จำเลยและนางจำปาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของต่อไป ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยในประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า นางหวลยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและนางจำปาและจำเลยกับนางจำปาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ประเด็นนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยประเด็นนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อสองตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จำเลยนำสืบว่า เดิมตั้งแต่ปี 2508 จำเลย นางจำปาและบุตร 2 คน อยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทประมาณ 15 ปี หลังจากนั้น จำเลยและนางจำปาไปเช่าที่ดินบุคคลอื่นทำสวนซึ่งอยู่ห่างบ้านพิพาทประมาณ 500 เมตร โดยให้บุตรสองคนอยู่ที่บ้านพิพาท และให้นางจำปาไปดูแลบุตรที่บ้านพิพาทเป็นประจำ โดยจำเลยแสดงออกว่าจำเลยและนางจำปาเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา เห็นว่า เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่านางหวลยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและนางจำปาประกอบกับข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบข้างต้น ทั้งโจทก์นำสืบเจือสมว่าจำเลยและนางจำปาพักอาศัยในบ้านพิพาทมาประมาณ 15 ปี ทั้งยอมรับว่า หลังจากจำเลยและนางจำปาไปเช่าที่ดินผู้อื่นทำสวน ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 500 เมตร ยังมีนายธงชัย บุตรจำเลยมาประกอบอาชีพซ่อมวิทยุโทรทัศน์อยู่บางช่วง จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยและนางจำปาเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเพราะนางหวลยกให้และครอบครองต่อมาโดยแสดงออกว่าจำเลยและนางจำปาเป็นเจ้าของโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเกิน 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ประเด็นนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยประเด็นนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่าพฤติการณ์ที่นางพิกุลและโจทก์ทราบว่าจำเลยและนางจำปาและครอบครัวพักอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมา หลังจากนางพิกุลจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12034 ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทจากนางหวลในปี 2530 แล้วนางพิกุลก็ไม่ได้แจ้งหรืออ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่จำเลยและนางจำปา รวมทั้งนางพิกุลมิได้เข้ามาเบิกความในคดีนี้ ทำให้เชื่อได้ว่านางพิกุลและโจทก์รู้อยู่แล้วในขณะรับโอนที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่านางพิกุลและโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาท เนื้อที่ 33 ตารางวา  ตามกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ตามสัญญาหรือกฎหมายที่จะต้องไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเช่นนั้น ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยนั้น เห็นว่า มีประมวลกฎหมายที่ดิน  มาตรา 78 กำหนดว่า การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎกระทรวงและมาตรา 62 กำหนดว่า ให้ศาลมีหน้าที่แจ้งผลคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้วต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดินในท้องที่ด้วย กับมีกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ข้อ 8 (1) กำหนดว่า การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ผู้ได้มายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุดที่แสดงว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนั้น ดังนั้น  วิธีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎกระทรวงดังกล่าว ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย  จึงไม่อาจกระทำได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยมีคำขอให้บังคับคดีดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าจำเลยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาในประเด็นเรื่อง ครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวได้

พิพากษากลับ ให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามศาลเป็นพับ

(เอกชัย  เหลี่ยมไพศาล  –  นิพนธ์  ใจสำราญ  –   ไมตรี  สุเทพากุล)

ประเสริฐ  เสียงสุทธิวงศ์   –   ย่อ

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment