รถติดไฟแนนซ์ ผ่อนยังไม่หมด —> นำไปขายได้ไหม ?

รถที่ยังผ่อนไม่หมด ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของไฟแนนซ์ “ผู้ให้เช่าซื้อ” ส่วนลูกหนี้ “ผู้เช่าซื้อ” เป็นเพียงผู้ครอบครองเท่านั้น ถ้านำรถไปขาย อาจจะผิดอาญา ฐาน “ยักยอกทรัพย์” ได้ แต่ก็ยังมีเรื่องแปลกๆ ที่ทำให้ไม่ผิดยักยอก เรามาดูกรณีศึกษาตามฎีกาด้านล่าง แต่อย่าทำตามเลยเนอะ ถึงศาลท่านจะตัดสินว่าไม่ผิด เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ แต่กฎแห่งกรรม ยุติธรรมเสมอ -_-”

ยังผ่อนไม่หมด แต่นำรถไปขายต่อให้คนอื่น…

A เป็นผู้เช่าซื้อและครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ  ซึ่งมีการทำสัญญาเช่าซื้อกับธนาคาร B ต่อมาวันที่ 16 ก.ย.2556 A ได้ทำหนังสือสัญญาขายรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ C ซึ่งอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อในราคา 850,000 บาท

ในสัญญาซื้อขายระบุว่า รถยนต์คันดังกล่าวยังมีสถานะผ่อนชำระกับธนาคาร B อยู่ ซึ่งผู้ขายจะดำเนินการเคลียร์ปิดบัญชีและโอนให้ผู้ซื้อภายใน 31 ธ.ค.2556 พร้อมจ่ายส่วนที่เหลือ

C ได้ชำระราคาให้แก่ A โดยโอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ(เอทีเอ็ม)เข้าบัญชี A รวม 10 ครั้ง ครั้งละ 25,000 บาท เป็นเงิน 250,000 บาท

A ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ C และ C ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ D ซึ่งเป็นมารดาเป็นผู้ครอบครองแทน

Time Line ของเหตุการณ์…

  • วันที่ 18 พ.ย.2556  พนักงานของธนาคาร B ติดตามเพื่อยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืน เนื่องจาก A ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ D จึงชำระค่าเช่าซื้อแทน A รวม 6 งวด  เป็นเงิน 151,368 บาท ต่อมา A ได้โอนเงินจำนวน 40,000 บาท คืนแก่ D
  • วันที่ 20 ธ.ค.2556 A ขอยืมรถยนต์ที่เช่าซื้อจาก D แล้วไม่นำรถยนต์มาคืนให้
  • วันที่ 10 ม.ค.2557 C มอบอำนาจให้ D ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ A ในข้อหาโกงเจ้าหนี้
  • วันที่ 16 ม.ค.2557 A ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่นาย ก.
  • วันที่ 20 ม.ค.2557 A ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ธนาคาร B ครบถ้วน และปิดบัญชีสัญญาเช่าซื้อ

ข้อกล่าวหา…

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา A ว่ายักยอกทรัพย์

ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง A ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ (ป.อ.มาตรา 352) ให้ A คืนรถยนต์แก่ C หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 850,000 บาท

A ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า A มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จำคุก 3 ปี ให้คืนรถยนต์แก่ C หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 530,000 บาท

A อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

สัญญาซื้อขายรถยนต์ที่เช่าซื้อมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขาย

กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายยังเป็นของ B ผู้ให้เช่าซื้อ A ส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายให้แก่ C หรือ D ถือว่าเป็นการครอบครองแทน A ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ

A ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ นาย ก. เป็นเวลาภายหลังที่ครบกำหนดตามสัญญาซื้อขาย C ยังมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ จึงมิใช่เป็นการเบียดบังเอารถยนต์ของ C โดยทุจริต

พิพากษายืน (ฎีกาที่ 2952/2559  เล่ม 3  หน้า 62)

คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12977/2558

นายปิยนันท์ ตาตะนันทน์ โจทก์
นายนพดล สุขแสวง กับพวก จำเลย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 (5), 246, 247
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306, 308

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศต 3648 กทม. จากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปขายต่อให้โจทก์ มีข้อตกลงให้โจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมหรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือเป็นค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว การทำสัญญาขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่เมื่อคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 ในข้อ 9 ระบุว่า แม้ว่าผู้กู้ (จำเลยที่ 1) ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่หากยังคงค้างชำระหนี้อยู่กับธนาคาร (จำเลยที่ 2) ผู้กู้ตกลงยินยอมให้ธนาคารยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยินยอมให้ธนาคารยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับรถยนต์เพื่อประกันเงินกู้ยืมจากธนาคารจนกว่าผู้กู้จะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยและหนี้สินที่ค้างชำระคืนแก่ธนาคารครบทั้งจำนวน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 หรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 308 วรรคสอง โดยรวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วน ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้แก่จำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวยันโจทก์ และไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้ฎีกาเรื่องค่าเสียหายจะต้องห้ามมิให้ฎีกา แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

(สุภัทร์ สุทธิมนัส-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-วรงค์พร จิระภาค)

ศาลแพ่ง – นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ – นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกาพ.2214/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นพ3310/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ3191/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8865/2558

นายอิทธิพล สุริย์ฉาย โจทก์
บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย
นายสิทธิโชค โคตรนิมิตร จำเลยร่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

การที่ ร. ได้รถยนต์พิพาทมาด้วยการกระทำความผิดฐานยักยอกซึ่งคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ร. จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะซื้อรถยนต์พิพาทโดยสุจริตแต่เป็นการซื้อจาก ร. ผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิดีไปกว่า ร. คือไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน

(ภาภูมิ สรอัฑฒ์-ปริญญา ดีผดุง-อดิเทพ ถิระวัฒน์)

ศาลแขวงสุรินทร์ – นายสัญญา ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 – นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกาพ.2351/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นพ262/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ140/2555

.

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 458  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน

มาตรา 352  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]

Leave a Comment