ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) จำเลยที่รับสารภาพแล้ว แต่กลับคำให้การเป็นปฏิเสธหลังผิดนัด – ประสบการณ์ตรงจากทนายโอชวิน งานธนเธียร

ทีมทนายพี่ตุ๊กตาเล่าประสบการณ์คดีนี้ให้ น้องๆ ฟังดีกว่า เกี่ยวกับเรื่องการปล่อยชั่วคราว ระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

ผมมาเป็นทนายจำเลยหลังจากที่เขารับสารภาพ คดีฉ้อโกงในศาลชั้นต้น แต่ต่อมาจำเลยต้องการที่ปฏิเสธ ผมจึงยื่นคำร้องขอกลับคำให้การพร้อมแสดง เหตุพิเศษ อันสมควร แต่ศาลไม่อนุญาต ได้พิพากษาจำคุกจำเลย โดยอ้างว่า จำเลย ประวิงคดี โทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ผมได้อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และประกันตัวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ 240,000 บาท

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ในวันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ผม (ทนายโอชวิน งานธนเธียร) ได้เขียนฎีกาเสร็จภายในวันที่พิพากษาและขอให้ผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาให้เนื่องจากเป็นคดีต้องห้ามฎีกา ที่ผมทำเสร็จในวันเดียวกันนั้น เพราะเข้าใจว่า หากยื่นฎีกาแล้ว ศาลคงให้ประกันตัว หลังจากยื่นฎีกาแล้วผมก็ขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย

ผลปรากฏว่าศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาสั่ง ซึ่งต่อมาศาลฎีกาสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพราะคดีมีทุนทรัพย์สูงและต้องห้ามฎีกาเกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี

ทุกคดี จะเป็นทำนองนี้ ถ้าหากเป็นคดีต้องห้ามฎีกาก็จะประกันตัวไม่ได้ เว้นแต่ ศาลได้รับฎีกาแล้ว

วันนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากศาลอุทธรณ์ ท่านหนึ่งได้รับรองว่า ที่ฎีกานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่สำคัญ ที่สมควรสู่ศาลสูง จึงอนุญาตให้ฎีกา

หลังจากทราบว่าศาลได้โปรดรับฎีกาแล้ว ผมมั่นใจว่าประกันตัวได้
จึงยื่นประกันตัวตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า และศาลอนุญาตในวันนี้

ประเด็นที่จะเล่าก็คือ หากศาลยังไม่รับฎีกา ในคดีที่ต้องห้ามฎีกา ศาลไม่ให้ประกันตัว เหมือนคดีนี้ กับคดีสรยุทธ สุทัศนะจินดา

ระหว่างรอผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ ขอเล่าต่อ อีกนิดนึงเกี่ยวกับ…

การยื่นประกันตัวต่อเจ้าหน้าที่

  • ปกติในการยื่นปล่อยชั่วคราวให้ติดต่อประชาสัมพันธ์ที่ศาล พร้อมกับหลักทรัพย์แล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้
  • ในระหว่างอุทธรณ์ คดีโทษน้อย ที่ศาลแขวง ส่วนใหญ่ศาลให้ประกันตัว การติดต่อเจ้าหน้าที่จึงกระทำเพียงยื่นหลักทรัพย์แล้วนั่งรอ
  • แต่ในการยื่นศาลฎีกานั้น ศาลชั้นต้น มักส่งให้ศาลฎีกาสั่งเสมอ
  • ซึ่งเราต้องรอ คำสั่งศาลฎีกา ในวันรุ่งขึ้น หรือ 2 วัน
  • ถ้าศาลฎีกา ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เราก็ ขอปล่อยชั่วคราวใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ หากข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป เช่น โจทก์ไม่คัดค้าน หรือ ศาลมีคำสั่งรับฎีกา
  • โดยในการยื่นขอปล่อยชั่วคราวครั้งที่ 2 นี้ ในเมื่อเรามีหลักทรัพย์เดิมอยู่แล้วในสำนวน การยื่นครั้งหลังจึงเพียงทำเป็นคำร้อง ประกอบการขอปล่อยชั่วคราว และขอใช้หลักทรัพย์เดิม โดยไม่ต้องทำสัญญาประกัน อีกครั้งหนึ่ง
  • เจ้าหน้าที่ก็จะรับคำร้องไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง ศาลชั้นต้น เขาจะสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเพื่อสั่ง
  • ศาลฎีกาจะใช้เวลา 1 ถึง 2 วัน ก็จะมีคำสั่ง มาที่ศาลชั้นต้น เราในฐานะทนายและนายประกัน ควรไปนั่งรอที่ศาล เพื่อฟังคำสั่งศาลฎีกา

เนื่องจากขณะนั้นจำเลยอยู่ ในเรือนจำ จึงไม่อาจ อ่านคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ให้จำเลยฟังได้ทันที

  1. เรา (ทนาย) ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า เรามารอคำสั่งศาลฎีกา
  2. เมื่อคำสั่งตกมาแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งให้เราทราบเพื่อให้เราทำคำร้องขอฟังคำสั่ง
  3. หากเราไม่ขอฟังคำสั่งก็จะไม่มีการอ่านในวันนั้น เจ้าหน้าที่ศาลก็จะทำการเบิกตัวจำเลยมาฟังในวันรุ่งขึ้น
  4. เมื่อทราบว่า ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว นายประกัน ต้องทำสัญญาประกันกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้หลักทรัพย์เดิม
  5. เมื่อศาลอนุญาตตามสัญญาประกันแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะคืน เอกสารใบรับหลักทรัพย์ ให้กับนายประกันและ
  6. ทำไหมปล่อยชั่วคราวให้กับ เรือนจำ เพื่อปล่อย จำเลยภายในช่วงเย็นของ วันนั้น
  7. เราและญาติของจำเลย จึงต้องมารอที่เรือนจำ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อไม่ให้กลับมายังเรือนจำนี้อีก  😛

======

@nopp53s ขออนุญาตถามครับ
อ้างเหตุพิเศษใดในการขอกลับคำให้การ และขอตามข้อกฎหมายใดครับ

(ทนายโอ) : อ้างเหตุรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ และพบพยานหลักฐานที่พิสูจน์ ข้อเท็จจริงได้ อันเป็นเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 คร่าวๆ เช่นนี้ล่ะครับ ตอนนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ถือว่าพอใจแล้วครับ

=================

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6210/2541

แม้คดีอาญาจำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตามแต่คดีนี้จำเลยได้ให้การไว้แล้วโดยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งแสดงว่าจำเลยยอมรับว่าตนกระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหามาในคำฟ้อง และการขอแก้คำให้การของจำเลย จำเลยสามารถ ยื่นคำร้องขอแก้คำให้การได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลยอีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ได้การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้คำให้การในคดีนี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่า จำเลยกระทำเพื่อประวิงคดีจึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การจึงชอบแล้ว

ฎีกาที่ 4575/2551

การขอแก้ไขคำให้การ จำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาล การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิม ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เป็นการให้การปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

กลุ่มไลน์ “(1) วิชาการ กฎหมาย”
22 กันยายน 2560

Leave a Comment